รู้ไหมว่าในหนึ่งวัน เราตัดสินใจเฉลี่ย 35,000 ครั้ง แต่ทำไมการตัดสินใจครั้งสำคัญๆ กลับยังรู้สึกว่า “พลาด” อยู่เสมอ? อาจเป็นเพราะเรากำลังใช้ “พลังงานสมอง” ผิดที่… เราใช้กระบวนการที่อุ้ยอ้ายกับเรื่องที่ย้อนกลับได้ และกลับใช้อารมณ์ความรู้สึกกับเรื่องใหญ่ที่เปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล บทความนี้จะมอบ “เครื่องยนต์” (กรอบคิดประตู 2 บานของ Jeff Bezos) และ “เชื้อเพลิง” (Data-Driven Decision-Making) ที่จะช่วยให้เรารู้วิธี “ประหยัดพลังงานสมอง” และยกระดับการตัดสินใจของคุณให้เฉียบคมยิ่งขึ้น
การตัดสินใจที่เกิดขึ้นในทุกขณะของชีวิต
ตั้งเเต่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า จนถึงตอนนี้ เราตัดสินใจไปเเล้วกี่ครั้ง ? (เยอะ 555+)
ก็ต้องบอกว่าตั้งเเต่เรื่องเล็กๆอย่างวันนี้เเต่งตัวยังไงดี กินอะไรดี จนไปถึงเรื่องใหญ่ๆอย่าง ลงทุนหุ้นตัวนี้ดีไหม หรือซื้อบ้านหลังนี้ดีไหม
การตัดสินใจเปรียบเสมือน ลมหายใจของชีวิต มันเกิดขึ้นตลอดเวลาจนบางทีเราก็ไม่อาจรู้สึกตัวด้วยซ้ำไป Psychology Today เคยพูดถึงว่า มนุษย์เราตัดสินใจประมาณ 35,000 ครั้ง ต่อวัน (เยอะจัด) แต่ในความเป็นจริงที่เราน่าจะเห็นเหมือนๆกันคือ ไม่ใช่ทุกการตัดสินใจจะมีน้ำหนักเท่ากัน
การตัดสินใจทั่วไปในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น จะกินกาแฟหรือชาเขียวดี มันอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากมายกับเรามาก เเต่การตัดสินใจที่สำคัญ อย่างการเลือกคู่ชีวิต การปรับกลยุทธ์บริษัท การลงทุนขนาดใหญ่ อาจเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตเราไปได้เลย
ในหนังสือ “ชีวิตเรามีแค่สี่พันสัปดาห์” (Four Thousand Weeks) ของ Oliver Burkeman โดยหนังสือมีการพูดถึงการคัดเลือกสิ่งที่จะ “ทำ” และ “ไม่ทำ” ให้สอดคล้องกับเวลาที่มีจำกัด เพราะฉะเราพูดอีกนัยได้ว่านั้นการ “ตัดสินใจเลือก ทำ/ไม่ทำ” จึงเป็นเหมือนตัวกรองในชีวิตนั่นเอง
ไหนๆก็พูดถึงหนังสือ Four Thousand Weeks เเล้ว ผมสรุปสั้นๆกระชับๆเป็นเกร็ดความรู้เพิ่มเติมนิดนึงว่า เราต้อง “ยอมรับในข้อจำกัด” และ “ตัดสินใจเลือก” แทนที่จะพยายามหาทางทำทุกอย่างให้มากขึ้นครับ ซึ่งก็คือการเปลี่ยนจากการบริหารเวลา (Time Management) มาเป็นการบริหารตัวเอง (Self-Management) ภายในเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด
เห็นไหมครับว่าการตัดสินใจมันเป็นรากฐานของสมการในการ บริหารตัวเอง (Self-Management) เลย เเล้วเราจะรออะไร ไปศึกษากันต่อเลย
แต่ก่อนที่เราจะเข้าสู่บทเพลงว่าการตัดสินใจที่ดีควรจะเป็นอย่างไร กระดุมเม็ดแรกที่สำคัญมากๆเลยคือเราต้องแยกประเภทให้ออกก่อนว่า การตัดสินใจนั้นๆ เป็นการตัดสินใจประเภทไหน ซึ่งก็จะเป็นหัวข้อถัดไปที่เราจะพูดถึงนั่นก็คือ….
กรอบของการตัดสินใจ
ไม่ว่าจะเรียกว่ากรอบ ประเภท ชนิด หรืออะไรก็ตามเเต่ ต้องบอกว่าหลักเกณฑ์ในการจัดหมวดหมู่นั้นมีหลากหลาย วันนี้เราไม่ได้มาทำความเข้าใจในภาควิชาการว่า “การตัดสินใจมีการประเภท” อะไรแบบนั้น (ปวดสมอง 555+) วัตุประประสงค์ของเราในหัวข้อนี้คือการกำหนดกรอบของการตัดสินใจเพื่อเป็นสะพานเชื่อมไปสู่หลักในการเลือกตัดสินใจ
แน่นอนว่าพอพูดถึง ”กรอบของการตัดสินใจ” คนนึงที่นิยามมันออกมาได้ถูกจิตถูกใจผมมากๆ ซึ่งผมว่ามันง่ายต่อการทำความเข้าใจเเละทรงพลังอย่างมากในประยุกต์ใช้ในทุกๆเรื่อง (แม้ว่าเเก่นของมันจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตัดสินใจสำหรับองค์กร ไม่ใช่ในชีวิตประจำวันเป็นหลักก็ตาม) นั่นก็คือ Jeff Bezos ซึ่งเป็นผู้คิดแนวคิด “ประตูทางเดียว” และ “ประตูสองทาง” แนวคิดนี้เปรียบการตัดสินใจเหมือนการเดินผ่านประตู ซึ่งแบ่งออกเป็น “ประตูทางเดียว” (One-way Door) และ “ประตูสองทาง” (Two-way Door)
1. การตัดสินใจแบบ “ประตูทางเดียว” (One-way Door Decisions )
การตัดสินใจประเภทนี้เป็นการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ มีผลกระทบสูง และตัดสินใจไปเเล้วไม่สามารถย้อนกลับมาได้ง่ายๆ เหมือนกับการเดินผ่านประตูทางเดียวที่เข้าไปเเล้วกลับมาทางเดิมไม่ได้ ซึ่งไอ้การตัดสินใจประเภทนี้จะมีลักษณะสำคัญอยู่ 3 อย่าง คือ
- แก้ไขกลับคืนยาก
- ผลประทบสูง
- ต้องใช้ความรอบคอบ
2. การตัดสินใจแบบ “ประตูสองทาง” (Two-way Door Decisions)
การตัดสินใจส่วนมากของเราจะอยู่ในประเภทนี้ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่สามารถย้อนกลับได้ถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่หวัง ก็ “ถอยกลับออกทางประตู” เเล้วก็หาเส้นทางใหม่โดยไม่สร้างความเสียหานรุนเเรง ซึ่งไอ้การตัดสินใจประเภทนี้จะมีลักษณะสำคัญอยู่ 3 อย่าง คือ
- ย้อนกลับเเละแก้ไขได้
- ความเสียงต่ำ
- ต้องใช้ความเร็ว
สรุป : “องค์กร” ส่วนใหญ่ มักจะใช้กระบวนการตัดสินใจที่อุ้ยอ้ายและรอบคอบแบบ “ประตูทางเดียว” กับทุกเรื่อง ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้า, กลัวความเสี่ยงจนเกินเหตุ และขาดการทดลองสิ่งใหม่ๆ ในขณะที่ “ผู้คน”ส่วนใหญ่มักชอบใช้กระบวนการตัดสินใจแบบ “ประตูสองทาง” ใช้อารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์ อคติ เข้ามามีส่วน ทั้งๆที่มันควรจะเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบ ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากๆ
ซึ่งมาถึงตรงนี้เราเปรียบเปรยว่า “กรอบการตัดสินใจ” คือเครื่องยนต์ และเรามีเครื่องยนต์กันเเล้ว (ถ้าถึงตรงนี้บอกยังไม่มีนี่มีงอนนะ 555+) โดยการที่เครื่องยนต์จะทำงานได้ก็จำเป็นต้องมี “เชื้องเพลิง” ซึ่งเชื่อเพลิงที่ว่าก็คือ …… หลักในการตัดสินใจนั้นเอง ไปเติมเชื้อเพลิงกันนนนน
โดยหลักในการตัดสินใจมันเยอะเเยะเป็นไปหมด วันนี้เราไม่ได้มาพูดว่าแบบนั้นดีแบบนี้ แบบโน้นดีแบบนั้น เพราะวันนี้ผมเผด็จการเลือกมาให้เลยเพราะผมเชื่อว่าวิธีการนี้ หรือว่าเชื้อเพลิงชนิดนี้มันอเนกประสงค์และทรงประสิทธิภาพสูงสุด (ดูเวอร์จังง 555+) ซึ่งวิธีการที่จะใช้ก็คือ Data-Driven Decision-Making (DDDM) ดีไม่ดีก็คิดตามเอาครับว่าขนาดชื่อยังมีตั้ง 3D (ดีดีดีมากกก 555+)
Data-Driven Decision-Making (DDDM)
คือสาเหตุที่ผมเลือกวิธีนี้ ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย เพราะผมมีความเชื่อว่าการตัดสินใจที่ดีต้องมี “ข้อมูล” มาประกอบ เพราะถ้าไม่มีเเล้วเนี่ย มันจะเริ่มมีจินตาการ ความรู้สึก ประสบการณ์ หรือ อคติ เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งลองคิดดูถ้าเป็นการตัดสินใจประเภท “ประตูทางเดียว” มันจะเสี่ยงขนาดไหนนนน
เเต่พูดถึงเเค่ “การตัดสินใจต้องใช้ข้อมูล” นี่มันดูหลวมๆไปหน่อย ประกอบกับในปัจจุบันเราจะพบว่า ข้อมูลแม่ง โคตรร Over Load เพราะฉะนั้นการจะใช้ข้อมูลต่างๆจำเป็นต้องมีกระบวนการ ซึ่งก็คือ DDDM นั้นเอง
Data-Driven Decision-Making (DDDM) กระบวนการของมันก็คือ (Data → Information → Insight → Action) ซึ่งไอ้ Action ก็คือการ Make Decision นั่นเอง ซึ่งถ้ามองลึลงไปในกระบวนการก็จะเห็นว่ามันไม่ใช่ Data → Action เลย ไปเจาะลึกทีละขั้นกันเลย
1. Data
ข้อมูลเป็น Step แรก แต่ไม่ใช่กระดุมเม็ดแรก (อะไรอีกกกก) เอาเป็นว่าเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจผมแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ
- ตั้งคำถามที่ถูกต้อง : เริ่มต้นด้วยการกำหนดปัญหาหรือสิ่งที่คุณอยากรู้ให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่ “อยากได้ข้อมูล” แต่ต้องเป็น “อยากรู้…เพื่อไปทำอะไร?”
- เช่น “ทำไมยอดขายสินค้า A ในไตรมาสนี้ถึงลดลง?” (ไม่ใช่ “ขอดูยอดขายหน่อย”)
- รวบรวมข้อมูล : ค้นหาและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคำถามนั้นๆ อาจมาจากหลายแหล่ง
2.Information
ขั้นตอนนี้จะเป็นการเอา ข้อมูลที่ได้มาจากกข้อแรกซึ่งข้อมูลที่ได้มามัน มักจะ “ดิบๆ” และ “รกๆ” มารจัดระเบียบข้อมูล เช่น ลบข้อมูลที่ซ้ำซ้อน, แก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาด, จัดรูปแบบให้อยู่ในรูปแบบที่พร้อมใช้วิเคราะห์ อาจใช้เทคนิคง่ายๆ อย่างการสรุปยอด ใน Excel ไปจนถึงการใช้โมเดลทางสถิติหรือ Machine Learning ที่ซับซ้อน แปลงข้อมูลเชิงลึกที่ซับซ้อนให้อยู่ในรูปแบบที่คนอื่นเข้าใจง่าย เช่น กราฟ, แผนภูมิ หรือ Dashboard สำหรับนำเสนอเเละตีความเพื่อค้นหา “ข้อมูลเชิงลึก” (Insights)
3.Insight
ถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นขั้นตอนที่สร้างมูลค่าได้มากที่สุดในกระบวนการ DDDM เลยก็ว่าได้ เพราะในขณะที่ ‘Information’ จะบอกเราว่า “เกิดอะไรขึ้น”แต่ ‘Insight’ จะบอกเราว่า “ทำไมมันถึงเกิดขึ้น” และ “แล้วเราควรจะทำอย่างไรต่อ”
ซึ่งในความหมายแบบตรงๆ Insight คือการสังเคราะห์ “ข้อมูล” (Information) ที่ผ่านการวิเคราะห์แล้ว มา “ตีความ” เพื่อค้นหา สาเหตุที่แท้จริง, แบบแผนที่ซ่อนอยู่, หรือ ความเชื่อมโยง ที่ไม่ได้มองเห็นได้ในทันที เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีขึ้น
ผมเล่าตรงนี้นิดนึงว่าในตอนเเรกผมเข้าใจว่า Insight = assumption แต่…พอได้มาลงลึกในกระบวนการ Data-Driven จริงๆ ผมถึงได้ตระหนักว่า Assumption (สมมติฐาน) มันเป็นแค่ ‘สิ่งที่เราคิด’ ในขณะที่ Insight (ความเข้าใจเชิงลึก) คือ ‘สิ่งที่ข้อมูลพยายามบอกเรา’
ดังนั้น Assumption คือสิ่งที่เราต้องไป ‘พิสูจน์’ ในขณะที่ Insight คือสิ่งที่เราได้มาเพื่อ ‘ลงมือทำ’ (ไม่เหมือนกันนะจ๊ะ 555+)
4. Action
ขั้นตอนนี้คือจุด ‘ชี้ขาด’ ของกระบวนการ DDDM ทั้งหมดครับ มันคือการนำเอา ‘Insight’ (จากข้อเมื่อตะกี้) ที่เราค้นพบและมีข้อมูลรองรับ มาใช้เพื่อ ‘ตัดสินใจ’
สรุปสั้นๆว่า ในขณะที่ Insight ตอบคำถามว่า “ทำไม?” ขั้นตอน Action นี้คือการตอบคำถามว่า “ดังนั้น… เราจะทำอะไร?”
การนำ Data-Driven Decision-Making มาประยุกต์ใช้กับกรอบการตัดสินใจของ Jeff Bezos
ถึงตรงนี้เรามี “เครื่องยนต์” ที่ออกแบบมาอย่างดีจาก Jeff Bezos ซึ่งบอกเราว่ากรอบการตัดสินใจมีกี่ประเภท และเรามี “น้ำมันเชื้อเพลิง” (DDDM) ซึ่งเป็นกระบวนกา ที่สร้าง “พลัง” ในการตัดสินใจ ทีนี้… เราจะเอามันมาประกอบร่างและ “สตาร์ทเครื่อง” เพื่อใช้งานจริงครับ
ขั้นตอนที่ 1: “การวิเคราะห์หน้างาน” (เลือกประเภทเครื่องยนต์)
สั้นๆ ง่ายๆในขั้นนี้คือ ต้องตอบคำถาม “การตัดสินใจครั้งนี้ เป็นประตูทางเดียว หรือ ประตูสองทาง ? “ โดยที่
- ถ้าเป็นประตูทางเดียว -> เครื่องยนต์นี้ต้องการ “เชื้อเพลิงคุณภาพสูง” และ “การตรวจสอบอย่างละเอียด”
- ถ้าเป็นประตูสองทาง -> เครื่องยนต์นี้ต้องการ “ความเร็ว” และ “เชื้อเพลิงแค่ 70%”
ขั้นตอนที่ 2: “การเติมเชื้อเพลิง”
เครื่องเบนซิน เติมดีเซลเเล้วเครื่องพังฉันใด การตัดสินใจเลือก ‘กระบวนการ’ ผิด ก็ทำให้ ‘เครื่องยนต์’ พังฉันนั้น (เอาดีๆ 555+)
เดี๋ยวในขั้นตอนนี้เพื่อให้ชัดผมว่าเรามาดูเหตุการณ์ตัวอย่างกัน
สถานการณ์ A: เครื่องยนต์ “ประตูทางเดียว”
การตัดสินใจ "ลาออกจากงานประจำที่มั่นคง ไปเปิดบริษัทเอง"
การตัดสินใจนี้เป็น “ประตูทางเดียวอย่างชัดเจน” เพราะ ถ้าลาออกแล้ว 6 เดือนต่อมาบริษัทใหม่เจ๊ง เราไม่สามารถ “เดินกลับ” เข้าไปในออฟฟิศเดิม ตำแหน่งเดิม เงินเดือนเท่าเดิม ได้อีกแล้ว
ดังนั้นเชื้อเพลงิที่ใช้ในสถานการณ์นี้ต้องเจ้มจ้น ต้องเกรดพรีเมียม ซึ่งก็คือ
1. Data เช่น
- เงินออมทั้งหมด มีเท่าไหร่?
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัว/ครอบครัว ที่จำเป็นจริงๆ ต่อเดือนเท่าไหร่?
- ต้นทุนเริ่มต้น ที่ต้องใช้จริง (ค่าจดทะเบียน, ค่าเช่า, ค่าสินค้า ฯลฯ)
- แบบจำลองทางการเงิน : คาดว่าจะเริ่มมีรายรับเมื่อไหร่? และจะถึงจุดคุ้มทุน เมื่อไหร่?
- ไอเดียของเรามีคนต้องการจริงไหม?
- ขนาดตลาดใหญ่แค่ไหน?
- คู่แข่งคือใคร? เขาขายเท่าไหร่? จุดอ่อนเขาคืออะไร?
- ทักษะที่เรามี (เก่งอะไร) กับ ทักษะที่เราขาด (ขาดอะไร)? (เช่น เราอาจจะเก่ง “ทำ” แต่เรา “ขาย” ไม่เป็นเลย)
- ครอบครัว/คู่ชีวิต สนับสนุนไหม?
2. Information
- “เรามีเงินออม 1,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายเดือนละ 50,000 บาท -> เรามี Runway (สายป่าน) 20 เดือน“
- “ต้นทุนจดทะเบียน+เปิดตัว 200,000 บาท -> Runway จริงเหลือ 16 เดือน (นี่คือเส้นตาย)”
- “แบบจำลองทางการเงิน (กรณีเลวร้ายสุด – Worst Case) คือ เราจะยังไม่มีกำไรเลยใน 12 เดือนแรก“
- “คู่แข่งมี 3 เจ้า แต่ทั้ง 3 เจ้า บริการช้า และเว็บไซต์ใช้งานยากมาก”
- “เราวิเคราะห์ตัวเองแล้ว ทักษะที่เราขาดคือ ‘การขาย’ และ ‘การบัญชี’“
3. Insight
- Insight 1: Runway 16 เดือน แม้จะดูเยอะ แต่ในสถานการณ์เลวร้ายสุด (ไม่มีกำไร 12 เดือน) มันเสี่ยงเกินไป ดังนั้น ปัจจัยชี้ขาดไม่ใช่แค่ ‘ไอเดียดี’ แต่เป็น ‘การบริหารเงินสด’
- Insight 2: คู่แข่งไม่ได้ชนะด้วย ‘ราคา’ แต่เขาชนะเพราะ ‘อยู่มานาน’ ดังนั้น จุดที่เราจะเจาะตลาดไม่ใช่การตัดราคา แต่ต้องเป็นการ ‘บริการที่เร็วกว่า’ และ ‘ประสบการณ์ออนไลน์ที่ดีกว่า’
- Insight 3: ทักษะที่เราขาด (การขาย, การบัญชี) คือ ‘จุดตาย’ ที่จะทำให้บริษัทล้มเหลว ต่อให้ไอเดียเราดีแค่ไหนก็ตาม
- Insight 4 (กรอบลดความเสียดายของ Bezos): เมื่ออายุ 80 มองย้อนกลับมา เราจะเสียดายที่ ‘ไม่กล้าลองทำ’ มากกว่าเสียดายที่ ‘ลองแล้วเจ๊ง’ ดังนั้น เรา ‘ควร’ จะทำ… แต่ ต้องทำอย่างฉลาด
สถานการณ์ B: เครื่องยนต์ “ประตูสองทาง”
การตัดสินใจ "การตัดสินใจเลือกร้านอาหารเย็นร้านใหม่ที่ไม่เคยลอง สำหรับคืนนี้"
การตัดสินใจนี้เป็น “ประตูสองทางอย่างชัดเจน” เพราะถ้ามันแย่ เราก็แค่ไม่กลับไปกินอีก (ย้อนกลับทางเดิม) ความเสียหายคือเงินไม่กี่ร้อยบาทและอารมณ์เสียเล็กน้อยแต่ถ้ามันดีีเราก็ได้ร้านโปรดร้านใหม่
ดังนั้นเราต้องการเชื้อเพลิง “เท่าที่จำเป็น” และ “เร็วที่สุด” เพื่อตัดสินใจ (แบบลื่นปรื้ดดด)
1. Data เช่น
- เปิด Google Maps / Wongnai
- ค้นหา “ร้านอาหารญี่ปุ่น ใกล้ฉัน”
- ไถดูรีวิว 2-3 ร้านแรกที่เด้งขึ้นมา
- ดูรูปเมนูและบรรยากาศ 10 วินาที
2. Information (การกลั่นกรอง – “What?”)
- “ร้าน A: เรตติ้ง 4.8 ดาว, คนรีวิว 1,000+ คน (ดูน่าเชื่อถือ)”
- “ร้าน B: เรตติ้ง 4.2 ดาว, เพิ่งเปิดใหม่ (คนรีวิวน้อย)”
- “ร้าน A: คนบ่นเรื่อง ‘ที่จอดรถน้อย’ แต่ชมว่า ‘ปลาดิบสดมาก’”
- “คืนนี้เราขับมอเตอร์ไซค์ไป ไม่ได้ขับรถยนต์”
3. Insight
- Insight 1: “ร้าน A ดูเหมือนจะ ‘ฮิต’ และ ‘อร่อยจริง’ (จาก Data 4.8 ดาว)”
- Insight 2: “ข้อเสียหลัก (ที่จอดรถ) ไม่มีผลกับเราในวันนี้ (เพราะเราขี่มอเตอร์ไซค์)”
- Insight 3 (Good Enough 70%): “ดูเหมือนว่าร้าน A จะเป็นตัวเลือกที่ ‘โอเค’ และ ‘เสี่ยงต่ำ’ ที่จะไม่อร่อย ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ต่อแล้ว**” (เรามั่นใจแค่ 70% ว่าจะอร่อย แต่แค่นี้ก็พอแล้ว!)
ขั้นตอนที่ 3: “การขับเคลื่อน”
ต่อจาก สถานการณ์ A เเละ B เมื่อตะกี้
สถานการณ์ A: เครื่องยนต์ “ประตูทางเดียว”
การตัดสินใจ : “อนุมัติ: เราจะไปเปิดบริษัทของตัวเอง แต่… เราจะ ‘ลดความเสี่ยง’ ทุกข้อก่อนที่จะยื่นใบลาออก“
แผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่มาจาก Insight:
- (จาก Insight 1 – สายป่าน): เราจะยังไม่ลาออกตอนนี้ แต่จะใช้เวลา 6 เดือนข้างหน้า “รับงานฟรีแลนซ์” (ในธุรกิจที่เราจะทำ) เพื่อ “เพิ่มเงินออม” และ “ทดสอบตลาด” ไปในตัว
- (จาก Insight 2 – การตั้งราคา): เราจะปรับแก้ไอเดียสินค้าและนำไป “ทดสอบขายจริง” (Pre-order) กับคน 100 คน ในขณะที่ยังมีงานประจำทำ (นี่คือการเปลี่ยนประตูทางเดียว ให้เป็นการทดสอบแบบประตูสองทางก่อน)
- (จาก Insight 3 – จุดตาย): เราจะใช้เวลา 6 เดือนนี้ “หาผู้ร่วมก่อตั้ง” ที่เชี่ยวชาญด้านการขายและการตลาด หากหาไม่ได้ เราจะ “ลงเรียนคอร์สการขาย” ด้วยตัวเองอย่างจริงจัง
- (Action ใหม่): ตั้งธงว่า “เราจะยื่นใบลาออก ก็ต่อเมื่อ…”
- (a) มีเงินออมครอบคลุมค่าใช้จ่าย 18 เดือน (แทน 11 เดือน)
- (b) มียอด Pre-order ที่พิสูจน์แล้วว่ามีคนยอมจ่าย
- (c) หา Co-founder สายขายได้ หรือ เราปิดการขายเองได้แล้ว
สถานการณ์ B: เครื่องยนต์ “ประตูสองทาง”
การตัดสินใจ : “ตัดสินใจไปร้าน A เลย! หยุดค้นหา!”
การวนลูป:
- (2 ชั่วโมงต่อมา) -> เราได้ Data ใหม่ (เราได้กินซาชิมิร้าน A แล้ว)
- Info (ปลาดิบสดจริงอย่างที่รีวิวบอก แต่บริการช้าไปหน่อย)
- Insight (ร้านนี้เหมาะสำหรับมานั่งชิลๆ ไม่เหมาะกับวันที่หิวจัด)
- Decision ใหม่ (ครั้งหน้าถ้าหิวจัด จะลองไปร้าน B แทน แต่ถ้านัดเพื่อน จะกลับมาซ้ำร้าน A)
จะเห็นว่า… เราไม่ได้เสียเวลา 3 ชั่วโมงเพื่ออ่านรีวิวทุกอัน หรือเปรียบเทียบเมนูทุกเมนู เราใช้ข้อมูลแค่ 70% -> ตัดสินใจ เร็ว-> แล้วใช้ “ประสบการณ์จริง” (Data ใหม่) มาเป็นบทเรียนสำหรับครั้งต่อไป
อย่างที่ผมเปรียบเทียบไปว่า การใช้เชื้อเพลิงผิดประเภท คือหายนะ:
- ถ้าเราใช้ “วิธีคิดแบบประตูสองทาง” (เร็วๆ) ไป “ลาออก” (ประตูทางเดียว) -> เครื่องพัง (เจ๊ง)
- ถ้าเราใช้ “วิธีคิดแบบประตูทางทีเดียว” (วิเคราะห์ 1 สัปดาห์) ไป “เลือกร้านอาหาร” (ประตูสองทาง) -> เครื่องอืด (เสียเวลาชีวิต)
การเข้าใจว่าเมื่อไหร่ควร “รอบคอบ” และเมื่อไหร่ควร “คล่องตัว” คือหัวใจของกรอบคิดนี้ครับ
ทั้งหมดนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ หรืออ่านมาจนจบบางคนคิดว่าเป็นสิ่งที่ “รู้อยู่แล้ว” และปกติก็ทำแบบนี้อยู่แล้ว แต่เจตนาที่ผมเรียบเรียงบทความนี้ขึ้นมา ก็เพื่อต้องการแจกแจง “กระบวนการ” ที่ซ่อนอยู่ให้ชัดเจนขึ้น
ในวันที่เราต้องยืนอยู่บนทางแยกสำคัญของชีวิต และเผชิญหน้ากับ “ประตูทางเดียว” บานใหญ่ ขอให้ “เครื่องยนต์” และ “เชื้อเพลิง” ที่เราคุยกันในวันนี้ ทำหน้าที่เป็นตัวกรองชั้นดี ช่วยให้คุณมีสติในการคัดกรอง และนำพาแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตนะครับ

Leave a Reply