Ego Is the Enemy: ศัตรูตัวร้ายไม่ได้อยู่ข้างนอก แต่มันซ่อนอยู่ในตัวคุณ

Ego Is the Enemy

คิดว่าในชีวิตจะมีศัตรูที่เรามองไม่เห็นอยู่ไหม ?

ไม่ต้องนึกถึงอะไรที่ไหน เพราะมันคือ “ศัตรูตัวร้ายที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา” นี่เอง (เอ้าาา 555+)

  • คุณเคยไม่กล้าถามคำถามในที่ประชุมเพราะกลัวจะดูโง่ไหม? (ผมเคย)
  • เคยรู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่นจนไม่อยากรับฟังคำวิจารณ์หรือเปล่า? (อันนี้ก็เคยมีบ้าง)
  • หรือในยามที่ล้มเหลว สิ่งแรกที่ทำคือการมองหาคนอื่นหรือโชคชะตาที่จะโทษ?

ผมบอกเลยว่าอาการเหล่านี้มักถูกเข้าใจผิดว่าคือ ความมั่นใจ แต่ที่จริงแล้ว มันคือ Ego หรืออัตตา ศัตรูตัวฉกาจที่ซ่อนอยู่ในตัวเราทุกคน

เขาขีดเส้นแบ่งให้ชัดๆก่อนว่า

  • ความมั่นใจ คือความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองอย่างมีเหตุผล
  • แต่ Ego คือความเชื่อที่บิดเบือนว่าเราสำคัญกว่าความเป็นจริง มันคือตัวตนที่ต้องการการยอมรับ หลงตัวเอง และเปราะบางอย่างยิ่ง

บทความนี้ผมจะชวนมาสำรวจการทำงานของ Ego ใน 3 ช่วงเวลาสำคัญของชีวิตครับ ตั้งแต่ในยามที่เรากำลัง ใฝ่ฝัน, ช่วงเวลาที่เรา ประสบความสำเร็จ (ผมว่าอันนี้ช่วงที่อันตรายที่สุด), ไปจนถึงยามที่เรา เผชิญความล้มเหลว และที่สำคัญคือ เราจะมีวิธีรับมือและต่อสู้กับศัตรูภายในตัวนี้ได้อย่างไร

โดยเนื้อหาหลักนั้น ผมได้อิงแนวคิดมาจากหนังสือ Ego Is the Enemy ของ Ryan Holiday ครับ

Ego Is the Enemy

1.Ego ในช่วงที่เรากำลังใฝ่ฝัน (ทะเยอทะยาน)

ในช่วงที่เรากำลังจะเริ่มต้นทำอะไรต่างๆนาๆ ความทะเยอทะยาน ความใฝ่ฝันอยากจะทำนู้นทำนี่ ต้องเรียนรู้แบบนั้นแบบนี้ จะมาแบบจัดหนักจัดเต็ม ซึ่งนี่คือด่านแรกที่ Ego จะออกมาสกัดกั้นเรา และมันทำได้อย่างแนบเนียนมาก

Ego ในด่านนี้มันจะมาใน 3 รูปแบบหลักๆ เดี๋ยวผมเล่าให้ฟังเเละอยากให้ลองคิดตามไปด้วยว่าเรามีมันอยู่มากน้อยแค่ไหน

  1. มันทำให้เรา พูด มากกว่า ทำ
    • ผมว่าหลายๆคนน่าจะเคยวาดฝันโปรเจกต์ว่าจะทำแบบนู้นแบบนี้ จะต้องเริ่มจากอันนี้อีนนี้ ฟังดูอลังการ เล่าให้ใครต่อใครฟังอย่างตื่นเต้น
    • Ego มันชอบความรู้สึกแบบนั้นครับ มันชอบ เครดิตและคำชื่นชมที่ได้มาง่ายๆ โดยไม่ต้องลงแรง
    • การได้พูดๆๆๆ มันให้ความรู้สึกดีกับตัวเองทันที จนบางครั้งเรารู้สึกเหมือนว่าเราได้ทำมันไปแล้ว ทั้งที่ความจริงเรายังไม่ได้เริ่มลงมือทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเลยด้วยซ้ำ (สภาพ 555+)
    • การพูดมันง่าย แต่การลงมือทำจริงมันยากและต้องใช้ความอดทน ซึ่ง Ego ไม่ชอบครับ
  2. มันหลอกเราว่า กูรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว
    • เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่ๆ Ego จะเริ่มทำงาน มันกระซิบข้างหูเราว่า กระจอกกกกก (555+) เรื่องแค่นี้เอง ไม่เห็นต้องเรียนเลย
    • มันทำให้เราอายที่จะต้องทำงานพื้นๆที่ดูน่าเบื่อ หรืออายที่จะต้องไปเรียนรู้จากคนที่อาจจะเด็กกว่าหรือมีประสบการณ์น้อยกว่าในด้านอื่น
    • ผลลัพธ์คือ เราปิดกั้นตัวเองจากคำแนะนำที่ดี ปิดกั้นโอกาสที่จะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น และทำให้เราสูญเสียความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งมันเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ไป
  3. มันสร้าง ความกลัวแบบผิดๆ
    • จริงๆถ้าสังสังเกตดีๆ ผมว่า เราไม่ได้กลัวความล้มเหลวเพราะความล้มเหลวคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ แต่สิ่งที่เรากลัวจริงๆ คือการ เสียหน้า
    • Ego ของเรามันเปราะบาง(มากกก)ครับ มันทนไม่ได้ที่จะต้องดูโง่ในสายตาคนอื่น นี่คือเหตุผลที่เราไม่กล้าถามคำถามที่อาจจะดูเบสิกในที่ประชุม เราไม่กล้าลองทำอะไรใหม่ๆ ที่เราไม่มั่นใจว่าจะสำเร็จ 100% เพราะ Ego ของเราทนรับความอับอายหากมันพังไม่เป็นท่าไม่ได้
    • อุปสรรคใหญ่หลวงนี้จึงขัดขวางไม่ให้เราได้ก้าวออกจาก Comfort Zone และเริ่มต้นทำสิ่งที่ท้าทายครับ สุดท้ายก็วนๆอยู่ที่เดิม

2.Ego ในช่วงที่เราประสบความสำเร็จ

เหมือนที่ผมบอกในตอนต้นว่า ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดคือตอนที่เรา “ประสบความสำเร็จ”

เพราะมันคือช่วงที่ Ego จะเติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนเชื้อเพลิงที่ถูกจุดไฟ เมื่อเราได้รับคำชมเชย สถานะทางสังคมที่สูงขึ้น หรือมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เราจะเริ่มตกอยู่ในกับดักของมันทันที

  1. อาการแรกคือ ความหลงตัวเอง
    • เราจะเริ่มคิดว่าเราเก่งกว่าคนอื่น “กูนี่แหละของแทร่”
    • ความสำเร็จที่ได้มาจะกลายเป็นเครื่องยืนยันว่าเราทำอะไรก็ถูก ก็ดี ไปหมด
    • เราจะเริ่มฟังคนอื่นน้อยลง โดยเฉพาะคนที่เห็นต่าง หรือวิจารณ์เรา
  2. เมื่อเราหลงตัวเอง สิ่งที่ตามมาคือ การหยุดเรียนรู้
    • Ego จะกระซิบเราว่า
      • มึงมาถึงจุดสูงสุดแล้ว
      • มึงแม่งเจ๋งที่สุดแล้ว
    • เราจะสูญเสียความกระหายที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพราะเราเชื่อว่าเรารู้ดีที่สุดแล้ว
  3. ต่อมาคือจุดที่อันตรายมาก โดยเราจะเริ่ม ตัดขาดจากความจริง
    • เราจะเริ่มรำคาญคนที่กล้าวิจารณ์เรา (เพราะ Ego มันใจบาง)
    • และหันไปล้อมรอบตัวเองด้วยคนที่เอาแต่พูดเยินยอ แทน
    • ทำให้เราไม่ได้รับฟีดแบ็กที่ตรงไปตรงมาอีกต่อไป
    • ท้ายที่สุด เราจะยึดติดกับ ภาพลักษณ์ ของความสำเร็จ มากกว่าการใส่ใจใน ผลงาน ที่แท้จริง

3.Ego ในช่วงที่เราล้มเหลว

เมื่อเราเจออุปสรรคหรือความล้มเหลว ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องเจอ Ego ที่เคยหล่อเลี้ยงเราในตอนสำเร็จ จะกลับมาซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีก (ไอ้นี่มันร้ายจัดด)

  1. อาการแรกที่ชัดเจนที่สุดคือ การโทษคนอื่น
    • เมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ Ego จะทำให้เราไม่ยอมรับความจริง
    • มันจะรีบมองหาแพะรับบาปทันที เราจะโทษลูกน้อง โทษเจ้านาย โทษเศรษฐกิจ โทษโชคชะตา หรือโทษทุกสิ่งทุกอย่าง ยกเว้นตัวเอง (เอ้า 555+)
    • เพราะการยอมรับว่า “นี่คือความผิดพลาดของกู” มันบั่นทอนความรู้สึกเก่งของเราอย่างรุนแรง
  2. จากนั้นเราก็จะเต็มไปด้วย ความขมขื่นและความอิจฉา
    • แทนที่เราจะเรียนรู้จากความล้มเหลว Ego จะสั่งให้เราไปโฟกัสผิดจุด
      • ทำไมคนนั้นถึงทำได้ แต่กูทำไม่ได้
      • ทำไมโลกไม่ยุติธรรมมมม (เกิดแต่กับกู 555+)
    • มันทำให้เราจมอยู่กับอารมณ์ด้านลบ และไม่สามารถ Move on ได้
  3. ท้ายที่สุดคือ การไม่ยอมรับความจริง
    • Ego จะสร้างเรื่องหลอกตัวเอง ขึ้นมาเพื่อปกป้องความรู้สึกเก่งของตัวเองไว้ เช่น
      • จริงๆ โปรเจกต์นี้มันดีนะ แต่แค่คนอื่นแม่งไม่เข้าใจ
      • กูแค่โชคร้าย
    • การที่เราไม่ยอมรับความจริงว่าเราผิดพลาดตรงไหน ก็เท่ากับเราปิดโอกาสที่จะแก้ไขมันที่ต้นเหตุ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนทำผิดพลาดซ้ำๆ ในเรื่องเดิมๆ ครับ

ก่อนที่เราจะไปข้อที่ 4 กัน ผมขอคั่นจังหวะแปปนึงครับ

เอาจริงๆ ระหว่างที่ผมสรุปและเรียบเรียงบทความนี้ มันก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่ผมได้ค่อยๆ คิดทบทวนเรื่องของตัวเองไปด้วย ซึ่งก็ต้องสารภาพกันตรงนี้เลยว่า ผมเองก็เป็น มนุษย์ Ego สูงคนหนึ่งเลยครับ 555+

ผมเชื่อว่าหลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ ก็น่าจะมีเจ้าตัวนี้อยู่ในใจไม่มากก็น้อยเหมือนกันแหละ แต่นี่ก็นับเป็นโชคดีอย่างยิ่งครับ ที่อย่างน้อยเรายังรู้ตัวและกล้ายอมรับว่ามีเจ้า Ego ตัวดีนี้อยู่

เพราะการรู้ตัวและยอมรับ ผมว่านี่แหละคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด ที่จะนำเราไปสู่การ จัดการมันครับ

จะรออะไร ไปจัดการกับ Ego ตัวร้ายกันนน


4.แล้วเราจะจัดการกับ Ego ได้อย่างไร?

สารภาพตามตรงครับ ในหัวข้อนี้ ทีแรกผมเกือบจะสรุปเป็นแนวทางรวมๆ ไปแล้ว เพื่อให้บทความมันสั้นกระชับ แต่คิดไปคิดว่า (เยอะ 555+) ในเมื่อเราชี้ปัญหาของ Ego ออกมาเป็น 3 ช่วงชัดเจน (ใฝ่ฝัน, สำเร็จ, และล้มเหลว) เราก็ควรจะแบ่งยาวิธีรับมือให้ชัดเจนตามไปด้วย

เพราะยาพารารักษาไม่ได้ทุกโรคฉันใด การจัดการ Ego ด้วยวิธีแบบเหมาเข่ง ก็ย่อมไม่สามารถจัดการกับมันในทุกช่วงของชีวิตได้ฉันนั้นครับ (เฉียบบบ 555+)

4.1.วิธีจัดการ Ego ในช่วงที่เรากำลังใฝ่ฝัน (ทะเยอทะยาน)

เป้าหมายของเราในด่านนี้ คือการระงับเจ้า Ego นี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่นิสัยแย่ๆ มันจะฝังแน่น

1. หยุดพูด แล้วไปทำ

  • จำได้ไหมครับที่ผมบอกว่า Ego มันชอบการพูดมากกว่าทำ
  • วิธีแก้ก็ตรงไปตรงมาครับ คือต้องหุบปาก (ความหมายในทางที่ดีนะ 555+) แล้วไปลงมือทำ
  • การพูดถึงแผนการใหญ่โตบ่อยๆ มันมีแต่จะเข้ามาแทนที่การลงมือทำจริงๆ
  • มันดูดพลังเราไปดื้อๆ เพราะสมองเรามันอาจจะสับสนว่า แค่ได้พูด ก็เหมือนได้ทำไปแล้ว (สภาพ 555+)
  • ในช่วงเริ่มต้นนี่ ความเงียบและการก้มหน้าก้มตาทำนี่แหละครับ คือความแข็งแกร่งที่แท้จริง

2. เลือกที่จะลงมือทำ มากกว่าเป็นใครสักคน

  • นี่คือทางแยกสำคัญของชีวิตเลยครับ เราต้องเลือกว่าเราอยากจะเป็นใครสักคน (มีตำแหน่งเท่ๆ, มีชื่อเสียง, มียอดฟอลเยอะๆ)
  • หรือเราอยากจะทำอะไรสักอย่างให้มันเกิดขึ้นจริง (สร้างงานที่มีความหมาย, สร้างความเปลี่ยนแปลง)
  • Ego มันจะล่อลวงเราให้ไปทางแรกครับ คืออยาก “เป็น” แต่เป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตมันคือการ “ทำ” เพื่อสิ่งอื่นที่มันใหญ่กว่าตัวเราเองครับ

3. จงเป็นนักเรียนเสมอ

  • นี่คือยาแรงไว้สู้กับ Ego ที่บอกว่า กูรู้แล้ว !
  • การที่เราหลงผิดว่าตัวเองรู้แล้ว มันอันตรายโคตรๆ
  • เพราะมันปิดประตูการพัฒนาของเราทันที เราต้องทำตัวเป็นนักเรียนเป็นเหมือนฟองน้ำที่พร้อมซึมซับ คอยวิจารณ์ตัวเอง และกล้าที่จะขอฟีดแบ็กจากคนอื่น
  • จำไว้ง่ายๆ เราไม่มีทางเรียนรู้ในสิ่งที่คิดว่าตัวเองรู้แล้วได้

4. ใช้กลยุทธ์ผ้าใบ

  • วิธีลด Ego ที่ดีมากๆ ในตอนเริ่มต้น คือการที่เรายอมเป็นผ้าใบให้คนอื่นได้วาด
  • แทนที่จะคิดว่า เมื่อไหร่กูจะได้โชว์ของ ให้เปลี่ยนเป็น จะช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จได้ยังไง
  • การช่วยคนอื่นให้สำเร็จนี่แหละครับ คือการลงทุนในความสัมพันธ์และพัฒนาตัวเองในระยะยาวที่ดีที่สุด

5. ฝึกควบคุมและยับยั้งชั่งใจ

  • เมื่อเราอยากทำอะไรซักอย่างโดยเฉพาะสิ่งที่มีประโยชน์ 555+ เราต้องเตรียมใจเลยว่ามันจะเจออุปสรรคแน่นอน ตั้งแต่คนไม่สนใจ ไปจนถึงคนขัดขวาง
  • ซึ่ง Ego นี่คือตัวขวางที่เลวร้ายที่สุดในสถานการณ์นี้เลย (ร้ายจัด 555+) มันจะบอกให้เราโวยวาย ตอบโต้ หรือยอมแพ้
  • แต่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือความนิ่งและการยับยั้งชั่งใจ ทักษะนี้จะช่วยให้เราสงบและมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายใหญ่ได้โดยไม่วอกแวก

6. ทำงาน, ทำงาน, และทำงาน

  • ไอเดียดีแค่ไหน หรือมีพรสวรรค์แค่ไหน ก็เท่านั้น ไม่เกิดประโยชน์อะไร
  • มันต้องอาศัยการ ทำงานหนักและความพยายามแบบต่อเนื่อง
  • Ego มันอยากให้เรานับเวลาที่ใช้วางแผนหรือเข้าประชุมเป็นความสำเร็จ
  • แต่ความสำเร็จจริงๆ มันมาจากการ ลงมือทำ เท่านั้นครับ

นี่คือยาชุดแรกสำหรับจัดการ Ego ในด่านที่ 1 หากว่ากินชุดแรก 6 เม็ดยังไม่พอ ไปกับต่อชุดที่ 2 ครับ 555+

4.2 วิธีจัดการ Ego ใช่วงที่เราประสบความสำเร็จ

เป้าหมายของเราในด่านนี้ ชัดเจนมากครับ นั่นคือ การแทนที่สิ่งล่อใจอันหอมหวานของ Ego ด้วย ความถ่อมตน และวินัยให้ได้ โดยเฉพาะเมื่อเราเริ่มได้รับความสำเร็จและการยอมรับจากคนอื่น

1. ต้องมีสติ และไม่หลงระเริง

  • ความสำเร็จมันเหมือนแอลกอฮอล์ครับ คือมันเมาได้ง่ายมากๆ (ไม่เกี่ยวกับความแข็งของคอ 555+)
  • แต่การจะรักษาความสำเร็จไว้ได้นั้น มันต้องอาศัยความมีสติ หรือความไม่หลงระเริง
  • Ego ถือเป็นโรคร้ายแรงที่สุดที่มักจะเกิดกับคนที่ประสบความสำเร็จ
  • เพราะมันจะทำให้ตาบอด ต่อความเป็นจริงรอบตัว จนไม่เห็นว่ามีอะไรผิดพลาดอยู่

2. จงเป็นนักเรียนเสมอ

  • ข้อนี้กลับมาอีกครั้ง และสำคัญยิ่งกว่าเดิมในด่านนี้ครับ
  • มีประโยคหนึ่งที่ชอบมากจาก John Archibald Wheeler คือ “ยิ่งเกาะแห่งความรู้ของเราใหญ่ขึ้น ชายฝั่งแห่งความไม่รู้ของเราก็ขยายตามไปด้วย”
  • เมื่อไหร่ก็ตามที่เราหยุดเรียนรู้ นั่นหมายความว่าเรากำลังจะ ตายแล้วครับ (ในแง่ของการพัฒนานะครับ ไม่ใช่ตายจริงๆ 555+)
  • นักเรียนที่แท้จริงคือคนที่ถ่อมตน และสนุกกับการที่ได้ถูกท้าทายความคิดอยู่เสมอ

3. หยุด เล่าเรื่องหลอกตัวเอง

  • นี่คือกับดักที่คนสำเร็จติดกันเยอะมากกกครับ
  • คือการที่เราเริ่มสร้างเรื่องเล่า ให้ตัวเองฟังว่ากูรู้มาตลอดว่ามันจะสำเร็จ หรือกูนี่มันอัจฉริยะ 555+
  • การสร้างเรื่องราวเหล่านี้มันนำไปสู่ความเย่อหยิ่ง

4. กำหนดให้ชัดว่า อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุด

  • ความสำเร็จมักจะมาพร้อมกับ สิ่งรบกวนครับ มันทำให้เราไขว้เขวและเริ่ม อยากได้ในสิ่งที่คนอื่นมี (เช่น อยากมีชื่อเสียงแบบคนนั้น, อยากรวยเท่าคนนี้)
  • เราต้องกำหนดเส้นทางของเราเองให้ชัด (ในหนังสือใช้คำว่า Euthymia – ความสงบในใจที่รู้เป้าหมายตัวเอง)
  • เพื่อที่เราจะได้มุ่งเน้นไปที่การเป็นคนที่ดีที่สุดใน เส้นทางที่เราเลือกโดยไม่ถูกสิ่งรบกวนเหล่านี้มาดึงเราออกนอกลู่นอกทางครับ

5. บริหารจัดการตัวเองและสร้างระบบ

  • เมื่อเราก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำหรือประสบความสำเร็จแล้ว นิสัยการทำงานแบบเดิมๆ (เช่น ทำเองทุกอย่าง) อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป
  • ผู้นำที่ประสบความสำเร็จจริงๆ จะต้องจัดระบบงานและกล้าที่จะ มอบอำนาจ ให้คนอื่นทำ เพื่อให้ตัวเองขยับไปโฟกัสที่ภาพรวมและผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดแทนครับ

2 ชุด 11 เม็ด สภาพไตยังไหวไหมครับ แต่ถ้ายังแก้ไม่ได้ ช่างเรื่องของไตไปก่อน ไปต่อชุด 3 กันเลยนะครับ 555+


4.3 วิธีจัดการ Egoช่วงที่เราล้มเหลว


เป้าหมายในด่านนี้คือ การฝึกฝนความแข็งแกร่งและความทรหดอดทน เพื่อให้ความล้มเหลวไม่สามารถทำลายเราได้ และที่สำคัญคือเพื่อให้เรา เรียนรู้”จากมันให้ได้มากที่สุด

1. เปลี่ยน เวลาที่ตายไป ให้เป็นเวลาที่มีชีวิต

  • นี่คือแนวคิดที่ทรงพลังมากครับ ทุกช่วงเวลาที่เราล้มเหลว ผิดหวัง หรือต้องรอคอย
  • มันคือทางเลือกครับว่า
    • เราจะปล่อยให้มันเป็นเวลาที่ตายไปเฉยๆ
    • หรือเราจะเปลี่ยนมันให้เป็นเวลาที่มีชีวิตด้วยการเรียนรู้ ลงมือทำ หรือพัฒนาตนเอง

2. แค่มีความพยายามนั้นก็เพียงพอแล้ว

  • ในความเป็นจริง เราควบคุมผลลัพธ์ (เช่น รางวัล, การยอมรับจากคนอื่น) ได้น้อยและยากมากๆ
  • Ego มันจะผูกติดเราไว้กับผลลัพธ์ แต่ยาแก้คือการที่เราตระหนักว่า ความสำเร็จที่แท้จริงคือ ความสงบในจิตใจ ที่รู้ว่าคุณได้พยายามอย่างดีที่สุดเพื่อเป็นคนที่ดีที่สุดเท่าที่คุณจะสามารถเป็นได้ (John Wooden)
  • ขอแค่เราเต็มที่กับความพยายามนั่นก็เพียงพอแล้วครับ

3. ยอมรับความจริงในช่วงเวลาสู้ไม่ถอย

  • บางครั้ง ชีวิตก็ต้องเจอ ช่วงเคราะห์ซ้ำกรรมซัด
  • ช่วงเวลาเหล่านี้มักจะเป็นตัวเร่ง ที่ดีมากๆ ที่จะบีบให้เราต้องยอมรับ วามจริง และเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
  • โลกสามารถแสดงความจริงให้เราเห็นได้ แต่เราไม่สามารถถูกบังคับให้ยอมรับมันได้ (ถ้า Ego เรายังขวางอยู่)

4. กล้าที่จะขีดเส้นและหยุด

  • เมื่อเราล้มเหลว Ego มันร้ายกาจมากครับ มันอาจจะกระซิบให้เราทำสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม (เช่น โกหก, โกง, หรือดันทุรังต่อ) เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบหรือความอับอาย
  • ในจุดวิกฤตนี้ เราจำเป็นต้องมีความกล้าหาญที่จะหยุด ขีดเส้นแล้วยอมรับความจริง แทนที่จะปล่อยให้มันบานปลายครับ

5. จงรักเสมอ (Always Love)

  • สุดท้าย เมื่อเราล้มเหลว มันง่ายมากที่จะเกิดความเกลียด
  • เกลียดคนที่ทำร้ายเรา เกลียดโชคชะตา หรือเกลียดโลกที่ทำให้เราผิดหวัง
  • แต่ความเกลียดชัง ความโกรธแค้น หรือความขมขื่นเหล่านี้ มันคือภาระหนักอึ้งที่จะฉุดรั้งเราไว้ไม่ให้ก้าวต่อไป ความเกลียดชังมันเหมือนมะเร็งร้ายที่กัดกินชีวิตเราจากข้างใน

5.สรุป

เราเดินทางกันมาครบทั้ง 3 ด่านสำคัญของชีวิตแล้ว ทั้งในช่วงใฝ่ฝัน, ช่วงประสบความสำเร็จและช่วงล้มเหลว

เราได้เห็นแล้วว่า Ego หรืออัตตา ไม่เคยหยุดทำงาน มันคอยสกัดกั้นเราในช่วงเริ่มต้น (ด้วยการพูดมากกว่าทำ), คอยผลักให้เราหลงระเริงเมื่อสำเร็จ (ด้วยความเย่อหยิ่งและการหยุดเรียนรู้) รวมถึงและคอยซ้ำเติมเราเมื่อล้มเหลว (ด้วยการ โทษคนอื่น และไม่ยอมรับความจริง)

อย่างที่ผมเกริ่นไปศัตรูที่แท้จริงมันไม่ได้อยู่ข้างนอกครับ ไม่ใช่คู่แข่งทางธุรกิจ ไม่ใช่โชคชะตา หรือคนที่วิจารณ์เรา แต่คือศัตรูที่อยู่ข้างในใจเรานี่เอง

การต่อสู้ครั้งนี้ อย่างที่ได้เห็นจากยาแก้ทั้ง 3 ชุด (ไม่ใช่ยาชุดนะครับ เดี๋ยว อย. มารวบผม 555+) มันไม่ใช่การต่อสู้แบบครั้งเดียวจบแต่มันคือ การฝึกฝนตลอดชีวิต ผมก็จะพยายามฝึกอย่างหนักเพื่อจะจัดการกับ Ego ตัวร้ายของผมเช่นกัน

ผมว่าสุดท้ายเเล้วชัยชนะที่แท้จริง อาจไม่ใช่การได้มาซึ่งชื่อเสียงหรือความสำเร็จที่คนภายนอกมองเห็น แต่ชัยชนะที่แท้จริงคือการต่อสู้ภายใน คือการที่เราสามารถสยบ Ego ของตัวเองลงได้ สามารถรักษาความนิ่ง ความสงบ และการมุ่งมั่นในการทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่อไปได้ แม้ในวันที่ไม่มีใครเห็น

ผมหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คนที่อ่านมาถึงตรงนี้ (และตัวผมเอง) ได้เห็นหน้าตาของศัตรูตัวนี้ชัดเจนขึ้น

และครั้งต่อไปที่คุณไม่กล้าถามคำถามเพราะกลัวดูโง่ ครั้งต่อไปที่คุณรู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่าใครจนไม่อยากฟัง หรือครั้งต่อไปที่คุณกำลังมองหาคนอื่นที่จะโทษคุณจะรู้ทันทีว่าศัตรูตัวจริงคือใคร และคุณก็รู้แล้วว่าต้องจัดการ กับมันอย่างไร

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *