ความจริงที่เจ็บปวด: ทำไมเราถึงไม่มีวัน “เคลียร์ทุกอย่าง” ได้หมดในชีวิตนี้

The Productivity Trap

ผมว่าหลายๆคนน่าจะมีประสบการณ์คล้ายๆกันว่า ในแต่ละวันมีลิสต์สิ่งที่ต้องทำยาวเป็นหางว่าว เราพยายามบริหารเวลา ใช้แอปฯ ช่วยจดบันทึก ตื่นเช้าขึ้นอีกนิด รีบทำให้เร็วขึ้นอีกหน่อย เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่ง เราจะเคลียร์ทุกอย่างได้หมด และวันนั้นแหละ คือวันที่เราจะได้พักผ่อนจริงๆ

แต่ความจริงที่เจ็บปวดคือ วันนั้นไม่เคยมาถึง 555555555+

ยิ่ง Productive ชีวิตยิ่งยุ่งเหยิง

วันนี้ผมอยากชวนคุยลึกหน่อย โดยผมจะอิงจากหนังสือ Four Thousand Weeks ของ Oliver Burkeman ที่มาตบหน้า (เบาๆ เเบบอ่อนละมุน) ให้เราตื่นจากฝันที่ชื่อว่า Productivity ครับ


1. เราไม่มีวันเคลียร์ทุกอย่างได้หมด

เรามักมีจินตนาการเพ้อฝันไอเองว่า “ถ้ากูรีบปั่นงานนี้ให้เสร็จ กูจะว่าง แล้วจะได้ไปพักไปผ่อนจริงๆ สักที” แต่นั่นคือภาพลวงตาครับ

Oliver เรียกสิ่งนี้ว่า The Efficiency Trap หลักการมันตลกร้ายมาก คือยิ่งเราทำงานเสร็จเร็วเท่าไหร่ เรายิ่งดึงดูดงานใหม่ๆ เข้ามาหาตัวเร็วขึ้นเท่านั้น (เอ้า อะไรวะ 555+) เหมือนกับการตอบอีเมล ยิ่งเราตอบไว คนก็ยิ่งตอบกลับไว กลายเป็นว่าการที่เรา Productive กลับทำให้งานล้นมือไม่มีวันจบสิ้น

ดังนั้น เลิกหวังถึงวันที่ Inbox จะเกลี้ยง หรือ To-do list จะว่างเปล่าได้เลยครับ วันนั้นไม่มีจริง

2. การทิ้ง

ในยุคที่เรากลัวการตกกระแส (FOMO) หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่เท่กว่านั้น คือ JOMO (Joy of Missing Out) หรือ ความสุขจากการพลาดโอกาส

คำว่าตัดสินใจในภาษาละติน รากศัพท์มันเแปลว่าตัดทิ้ง ทุกครั้งที่เราเลือกทำสิ่งหนึ่ง แปลว่าเราต้องยอมตัดทางเลือกอื่นๆทิ้งไป

  • การที่เราเลือกแต่งงานกับคนคนหนึ่ง คือการยอมทิ้งโอกาสที่จะคบคนอื่นอีกทั้งโลก (แม้ว่าเขาจะอยากแต่งกับเราหรือเปล่าไม่รู้ ก็ตาม 555+)
  • การที่เราเลือกอ่านหนังสือเล่มนี้ คือการยอมทิ้งโอกาสที่จะดูซีรีส์เรื่องดัง

ความเจ๋งคือ การยอมรับว่าเราพลาดสิ่งอื่นแน่ๆ จะทำให้สิ่งที่เราเลือกอยู่ตรงหน้ามีความหมายขึ้นมาทันทีครับ แทนที่จะทำทุกอย่างแบบครึ่งๆ กลางๆ สู้เลือกทำไม่กี่อย่าง แต่ทำด้วยความใส่ใจเต็มร้อยดีกว่า

3. รอให้ถึงวันนั้น

หลายคนใช้ชีวิตเหมือนกำลังวิ่งอยู่ในห้องรอคอย เราบอกตัวเองว่า

  • เดี๋ยวพองานโปรเจกต์นี้จบ ฉันจะเริ่มดูแลตัวเอง
  • เดี๋ยวพอเกษียณ ฉันจะมีความสุข

หนังสือเรียกว่าอาการ The When-I-Finally Mind คือการมองเวลาปัจจุบันเป็นแค่ทางผ่านเพื่อไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

แต่ความจริงคือ ชีวิตคือปัจจุบันที่ต่อๆ กันไปเรื่อยๆ จนถึงวันสุดท้าย ถ้าเรามัวแต่รอวันนั้นเราอาจจะพลาดความสุขเล็กๆ ในวันนี้ไปจนหมด ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นกาแฟตอนเช้า หรือรอยยิ้มของคนข้างๆ

4. บำบัดด้วยความไม่สำคัญ

ข้อนี้ผมชอบที่สุดครับ เวลาเครียดมากๆ ลองซูมออกมาดูภาพกว้างระดับจักรวาลดูครับ อารยธรรมมนุษย์เรามีอายุประมาณ 6,000 ปี ถ้าคิดเป็นช่วงอายุคน (ตีว่า 100 ปี) ประวัติศาสตร์ทั้งหมดก็ยาวแค่ 60 ช่วงอายุคนต่อกันเท่านั้นเอง

นั่นแปลว่า เราและปัญหาของเรา เล็กนิดเดียว โลกไม่ได้คาดหวังให้เราต้องยิ่งใหญ่ หรือต้องทิ้งผลงานหรือมีรอยจารึกอะไรไว้มากมาย (แม้แต่ Steve Jobs สักวันคนก็ลืม) พอคิดได้แบบนี้ ความกดดันที่แบกไว้บนบ่าจะเบาลงทันที เราจะกล้าใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการจริงๆ มากขึ้น โดยไม่ต้องสนสายตาใคร หรือสนความสมบูรณ์แบบมากนัก


5.แล้วเราจะเอายังไงต่อ?

หนังสือแนะนำเทคนิคที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังไว้ในบทท้ายๆ ครับ ผมสรุปออกมาเป็น 3 ข้อ

  1. ทำ Closed List : แทนที่จะจดสิ่งที่ต้องทำยาวเหยียด ให้เลือกมาแค่ 3-5 อย่าง แล้วบอกตัวเองว่า “วันนี้กูจะทำแค่นี้แหละ” ถ้ายังทำไม่เสร็จ ห้ามเติมของใหม่เข้ามา
  2. ฝึกทำทีละอย่าง : หยุด Multitasking แล้วโฟกัสทีละเรื่อง
  3. ฝึกไม่ทำอะไรเลย : ลองนั่งเฉยๆ สัก 5-10 นาทีโดยไม่หยิบมือถือ ไม่คิดเรื่องงาน แค่อยู่กับตัวเอง มันยากนะ แต่ถ้าทำได้ เราจะได้อำนาจเหนือเวลากลับคืนมา

สุดท้ายนี้ การยอมรับว่าเรามีเวลาแค่ 4,000 สัปดาห์ ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าครับ แต่มันคือเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า เวลาเรามีจำกัด เกินกว่าจะเอาไปใช้กับสิ่งที่ (หรือคนที่) เราไม่ได้แคร์จริงๆ ไม่ต้องทำทุกเรื่อง ไม่ต้องสมบูรณ์แบบทุกอย่างก็ได้

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบนะครับ


สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ สามารถไปหาอ่านกันได้ที่
https://s.shopee.co.th/4LBosM3Uvq

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *