พอดีผมมีโอกาสได้ดูวิดีโอของ Bloomberg ที่ชื่อว่า “How Thailand Went From Asian Leader to Laggard” (ทำไมประเทศไทยจากที่เคยเป็นผู้นำเอเชีย ถึงกลายเป็นตัวรั้งท้าย) บอกเลยว่าเนื้อหาเข้มข้นและน่าสนใจมาก ผมว่าเขาฉายภาพให้เห็นว่าทำไมจากเดิมที่ไทยเคยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดและมีอนาคตสดใส กลับกลายเป็นประเทศที่ดูเหมือนจะก้าวตามเพื่อนบ้านไม่ทันในปัจจุบัน
วิดีโอนี้ไม่ได้แค่พูดถึงตัวเลข GDP ที่โตช้าลงเหลือประมาณ 2% เท่านั้น แต่เขาสับแยกย่อยให้เห็นถึงปัญหา “ในบ้าน” ของเราเองที่สะสมมานานจนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

1.สรุป 4 ประเด็นหลักๆ
- การเมืองติดหล่ม: ความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจเก่ากับรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ทำให้ไทยมีรัฐประหารบ่อยจนนโยบายขาดความต่อเนื่อง นักลงทุนเลยขาดความมั่นใจและเริ่มถอนเงินออกอย่างต่อเนื่องจนยอดไหลออกพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2025
- รวยกระจุก หนี้กระจาย: ความเหลื่อมล้ำบ้านเราสูงติดอันดับต้นๆ ของภูมิภาค โดยคนรวย 10% ถือครองทรัพย์สินเกือบ 70% ของประเทศ ขณะที่ชาวบ้านทั่วไปแบกหนี้ครัวเรือนสูงถึง 90% ของ GDP จนไม่มีกำลังซื้อเหลือพอจะไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
- แก่ก่อนรวย: วัยแรงงานของไทยเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2019 และมีแนวโน้มจะหายไปเรื่อยๆ ปีละ 1% ในช่วงทศวรรษหน้า ในขณะที่เรายังก้าวไม่พ้นประเทศรายได้ปานกลางเลย
- ตกขบวนเทคโนโลยีใหม่: เรายังยึดติดกับการผลิตและเทคโนโลยีเก่าๆ ขาดแคลนแรงงานทักษะสูงอย่างวิศวกรหรือสายดาต้า ทำให้ในวันที่เพื่อนบ้านกำลังแข่งกันดึงดูดการลงทุนด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ ไทยเราเลยดูเหมือนจะล้าหลังไปก้าวใหญ่ๆ
2.ความเห็นของผม
และบรรทัดต่อไปจากตรงนี้คือความเห็นส่วนตัวของผม (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะครับ 555+)
ผมคิดว่าสุดท้ายแล้ว ผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา มันก็แค่เครื่องยืนยันความเฮงซวยที่ Bloomberg วิเคราะห์ไว้ว่าบ้านเรามันคือ “ตัวตึงที่รั้งท้าย” เพราะมัวแต่ติดหล่มอยู่กับโครงสร้างอำนาจเน่าๆ เดิมๆ บอกตรงๆ ว่าผมโครตผิดหวัง ทั้งที่ฝากความหวังไว้กับ พรรคส้ม ที่จะเข้ามาล้างบางระบบให้โปร่งใส แต่ตัวเลข 193 ที่นั่งของ พรรคน้ำเงิน (ไม่เป็นทางการ) ที่ดีดขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง มันตอกย้ำหน้าหงายเลยว่า “ระบบบ้านใหญ่” กับเครือข่ายผลประโยชน์มืดๆ มันรากงอกลึกเกินกว่าจะถอนทิ้งได้จริงๆ
ชัยชนะของพรรคน้ำเงินครั้งนี้ ผมมองว่ามันไม่ใช่เรื่องนโยบายที่ทำเพื่ออนาคตของพวกเราเลย แต่มันคือชัยชนะของเกมอำนาจที่บังคับให้คนไทยต้องก้มหน้ายอมรับความ “ไม่โปร่งใส” จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ในขณะที่พรรคส้มซึ่งเป็นความหวังเดียวที่จะมาทลายทุนผูกขาด กลับถูกเตะโด่งไปเป็นได้แค่คนดูอยู่ข้างสนาม ทิ้งให้เราต้องมานั่งถอนหายใจว่า เศรษฐกิจที่คุมโดยขั้วอำนาจหน้าเดิมๆ มันจะไปได้ไกลกว่าการ “แบ่งเค้กกินรวบ” ให้พวกพ้องตัวเองได้ยังไง
มันน่าสิ้นหวังนะครับที่ต้องยอมรับว่า ในวันที่โลกเขาขยับไปหาความแฟร์และความก้าวหน้า ประเทศไทยกลับเลือกที่จะถอยหลังไปซบตัก “ระบบอุปถัมภ์” แบบเดิมๆ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้มันไม่ได้บอกแค่ว่าใครได้เป็นรัฐบาล แต่มันบอกชัดๆ เลยว่า “เราเพิ่งโยนโอกาสสุดท้ายที่จะหลุดจากความล้าหลังทิ้งไปกับมือ” เรียบร้อยแล้วครับ 555555555555555+
3.แล้วคนตัวเล็กๆ อย่างเราต้องทำยังไง?
ผมขอแบ่งเป็น 2 เรื่อง คือ ภาคปฏิบัติ เเละ ภาคอารมณ์ นะครับ
3.1ภาคปฏิบัติ: ปรับตัวให้ไวในวันที่กติกาไม่แฟร์
- อย่าฝากไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว: ใครเป็นมนุษย์เงินเดือน ถ้ามีโอกาสให้รีบหา “อาชีพที่สอง” ที่ไม่ยึดติดกับเศรษฐกิจในไทยอย่างเดียว หรือถ้าเป็นพ่อค้าแม่ค้าตัวเล็กๆ ก็ต้องพยายามหาช่องทางออนไลน์ไปให้ไกลกว่าแค่ตลาดแถวบ้าน
- เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ให้เป็นอาวุธ: ในวันที่ไทยขาดแคลนคนสายทักษะสูง เราต้องไม่ตกขบวนครับ การลองหัดใช้ AI หรือเครื่องมือทุ่นแรงต่างๆ จะช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้นและประหยัดต้นทุนในวันที่ค่าครองชีพแพงหูฉี่
- เก็บออมเพื่อตัวเอง (และเพื่อยามแก่): ในเมื่อรัฐสวัสดิการเรายังเป็นเครื่องหมายคำถาม แถมคนยังหนี้ท่วมหัว การบริหารเงินสดให้ดีและเริ่มเก็บออมเพื่อการเกษียณตั้งแต่ตอนนี้คือเรื่องคอขาดบาดตายครับ
3.2 ภาคอารมณ์: รักษาสุขภาพจิตในประเทศที่ชวนปวดหัว
- เลือกรับข่าวสารแบบพอดี: การเมืองมันบั่นทอนเราได้ทุกวัน รับรู้ข้อมูลให้พอเท่าทันเหตุการณ์ แต่ต้องรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเองด้วย อย่าให้ข่าวร้ายๆ มาขโมยพลังงานในการใช้ชีวิตของเราไปหมด
- โฟกัสที่สิ่งที่เราคุมได้: เราเปลี่ยนผลเลือกตั้งหรือโครงสร้างอำนาจไม่ได้ในทันที แต่เราเปลี่ยนวิธีการทำงาน การดูแลครอบครัว หรือการพัฒนาตัวเองได้ โฟกัสไปที่จุดนั้นแล้วเราจะรู้สึกว่ายังมีอำนาจในชีวิตตัวเองอยู่
- มีความสุขให้ได้ในเงื่อนไขที่จำกัด: การใช้ชีวิตให้มีความสุขและมีคุณภาพท่ามกลางความล้าหลังของระบบ คือการพิสูจน์ว่าเราแข็งแกร่งกว่าสิ่งที่พยายามจะกดเราไว้ครับ
สุดท้ายเเล้วจริงๆครับ ว่าไม่ว่ายังไงก็ตาม การเห็นต่างคือเรื่องสวยงามในระบบประชาธิปไตย (ยกเว้นเรื่องซื้อเสียงนะครับ 555+) แม้เราจะผิดหวังหรือมองภาพอนาคตต่างกัน แต่การเคารพในความคิดของผู้อื่นคือพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้สังคมเดินหน้าต่อได้โดยไม่แตกสลายไปซะก่อน

Leave a Reply