Selling to Myself: เมื่อเรากลายเป็น “นักขายมือทอง” ที่เก่งที่สุดในการป้ายยาตัวเอง

Selling to Myself

เมื่อเรากลายเป็นนักขายที่เก่งที่สุด ในการป้ายยาตัวเอง

เคยเป็นไหมครับ? เดินผ่านของชิ้นนึง หรือไถฟีดไปเจอ Gadget สักตัว แวบแรกก็แค่คิดว่า “แม่งงง สวยดีว่ะ ” (ผมเคย บ่อยด้วยยย 555+)

แต่พอผ่านไปสัก 5 นาที อยู่ดีๆ สมองเรามันก็เกเร มันเริ่มทำงานหนักมากขึ้นๆ เริ่มสรรหาเหตุผลร้อยแปดพันเก้ามาบอกตัวเองว่า “เฮ้ย! ของมันต้องมี”
ซื้อตัวนี้ตัวเดียวจบ ใช้ได้ยาวๆ โคตรคุ้ม
ช่วงนี้ทำงานหนัก ถือว่าเป็นของขวัญให้ตัวเองละกัน 555+

รู้ตัวอีกที เราก็กลายเป็นนักขายมือทองที่งัดทุกกลยุทธ์มาปิดการขายกับลูกค้าที่ชื่อว่า ตัวเอง ไปเรียบร้อยแล้ว (ทั้งที่เมื่อกี้ยังไม่รู้เลยว่ามีของสิ่งนี้บนโลก)

คำถามคือ อาการนี้มันคืออะไร? แปลก/ผิดหรือเปล่าที่พยายามหลอกตัวเองแบบนี้?


ก่อนอื่นต้องบอกว่า ไม่แปลกเลยครับ ผมเองก็เป็น เเล้วก็คิดว่าหลายคนก็เป็น

ไอ้อาการป้ายยาตัวเอง ในทางจิตวิทยา เขาเรียกอาการนี้ว่า Rationalization หรือการหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองครับ

มนุษย์เราชอบคิดว่าตัวเองใช้เหตุผลนำหน้าการกระทำ แต่ความจริงแล้ว บ่อยครั้งเราใช้ อารมณ์ ตัดสินใจไปก่อน (อยากได้! โดนตกแล้ว!) แล้วค่อยส่งใบสั่งไปให้สมองส่วนตรรกะว่า ไอ้หนูกูมีงานให้ทำ เอ็งช่วยไปหาเหตุผลดีๆ มาสนับสนุนการเสียเงินครั้งนี้ให้หน่อยดิ กูจะได้ไม่รู้สึกผิด

นั่นแหละครับ เราเลยมักจะเห็นแต่ข้อดีของของชิ้นนั้น และมองข้ามข้อเสียไปหมด เพราะใจมันเทไปแล้ว (ฉะนั้นเพลงร้องว่า “มีแค่ใจ จะเอาอะไรสู้เขา เงาหัวเรายังมองไม่เจอ” อันนี้ไม่จริงนะครับ 555+)


ลึกๆ แล้ว เราไม่ได้ซื้อสินค้าหรอกครับ

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ เวลาเราป้ายยาตัวเองอย่างหนักหน่วง เรามักไม่ได้อยากได้ตัวสินค้าเพื่อมาใช้งานจริงๆ ขนาดนั้น แต่เรากำลังซื้อตัวตนที่เราอยากเป็น

  • เราซื้อรองเท้าวิ่งแพงๆ เพราะเราหวังว่าใส่แล้วฉันจะกลายเป็น “คนรักสุขภาพ” (ที่ตื่นตี 5 มาวิ่งทุกวัน)
  • เราซื้อหนังสือดองไว้เต็มชั้น เพราะการมีมันวางอยู่ทำให้เรารู้สึกเป็น “นักอ่านผู้รอบรู้”
  • เราซื้ออุปกรณ์ช่างเกรดท็อป เพราะมันทำให้เรารู้สึกถึงความเป็น “มืออาชีพ”

เรากำลังซื้อความหวังเล็กๆ ว่า ถ้ามีเจ้านี่แล้ว ชีวิตเราจะดีขึ้นในแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนะครับ แต่มันคือกับดักที่ทำให้เราเสียเงินง่ายที่สุด


แล้วจะรับมือกับนักขายในจินตนาการคนนี้ยังไงดี?

อย่างที่ผมบอกอาการนี้ไม่ได้แปลกอะไร เเต่ว่าอาการนี้ผิดไหม ? ผมควไม่อาจไปตัดสินความถูกผิดได้

แต่คิดง่ายๆแบบนี้ครับว่า ถ้าเริ่มรู้สึกว่าเราป้ายยาตัวเองบ่อยเกินไป จนเริ่มกระทบเงินเก็บ หรือกระทบพอร์ตลงทุนที่ตั้งใจปั้น ลองใช้วิธีดึงสติง่ายๆ แบบนี้ดูครับ

1. ใช้กฎขอเวลาหน่อย เวลาใจมันร้อนรุ่มอยากได้เดี๋ยวนี้ ให้บอกตัวเองว่า เออๆ ซื้อแน่ แต่ขอรอดูอีก 7 วัน (หรือถ้าของแพงหน่อยก็ 30 วัน) เชื่อไหมครับว่า ส่วนใหญ่พอผ่านไปแค่ 3 วัน ความอยากที่เคยพุ่งพล่านมันจะหายวับไปเลย เพราะสารเคมีในสมองมันจางลงแล้ว เราจะเริ่มเห็นว่า เออ จริงๆ ไม่มีก็ไม่เป็นไรนี่หว่า

2. ลองคิดมุมกลับ แทนที่จะช่วยสมองหาเหตุผลว่าทำไมต้องซื้อลองสวมบทโหดถามกลับว่าทำไมถึงไม่ควรซื้อ ดูบ้าง

  • ถ้าซื้อมาแล้วเบื่อ จะเอาไปเก็บไว้ไหน?
  • ถ้าไม่มีไอ้นี่ ชีวิตเราจะลำบากขึ้นจริงเหรอวะ?
  • ลองหาข้อเสียของมันดูบ้าง เพื่อให้ตาชั่งความอยากมันสมดุลขึ้น

3. แปลงราคาของ เป็นอิสรภาพ อันนี้สายลงทุนน่าจะชอบ ลองแปลงราคาสินค้าเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่เงินบาทครับ

  • ของชิ้นนี้ 5,000 บาท = เราต้องนั่งทำงานงกๆ แลกมาตั้ง 10 ชั่วโมงเลยนะ คุ้มกับเวลาชีวิตที่เสียไปไหมมมมม?
  • หรือเงิน 5,000 นี้ ถ้าเอาไปหย่อนลงพอร์ตหุ้นพื้นฐานดีๆ ให้มันทบต้นไปอีก 10 ปี มันอาจจะโตเป็นเงินก้อนใหญ่เลยนะ จะยอมตัดต้นไม้ต้นกล้านี้ทิ้งจริงเหรอออออ?

อาการพยายามป้ายยาตัวเอง เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ครับ ผมว่าเราทุกคนล้วนอยากมีความสุข อยากได้รางวัลให้ชีวิต

กุญแจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การห้ามใจไม่ให้ซื้ออะไรเลย แต่อยู่ที่ความรู้ทันตัวเองครับ

ครั้งหน้าถ้าเริ่มรู้สึกว่ากำลังขุดแม่น้ำทั้ง 5 มาอธิบายความจำเป็นของของชิ้นนึงลองถอยออกมาหายใจลึกๆ สักพัก

บางทีเราอาจจะพบว่า ความสุขจากการ มีสติและมีพอ มันสบายใจกว่าความสุขจากการ ได้ครอบครอง เยอะเลยครับ

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *