เพราะราคาของ “ความสมบูรณ์แบบ” แพงกว่าที่คุณคิด
สารภาพกับทุกคน(และตัวเอง)ก่อนครับว่า ผมเป็นคนบ้าลงรายละเอียดพอสมควรครับ อาจจะไม่ถึงขั้นเป็นพวก Perfectionist แต่ก็มักจะรู้สึกหงุดหงิดถ้างานที่ทำมันยังไม่ได้ดั่งใจ 100%
เเล้วบังเอิญมีอยู่วันนึงผมได้ฟังหลักหลักคิดหนึ่งจาก Youtube (แต่ผมจำไม่ได้จริงๆว่าคลิปของใคร) ที่เปลี่ยนวิธีการทำงานและการใช้ชีวิตของผมไปอย่างสิ้นเชิง โดยหลักคิดคือ “เป็นมนุษย์ 99% บ้างก็ได้”
ผมว่าหลายคนอ่านถึงตรงนี้มีเผลอขมวดคิ้วและก็น่าจะมีคำถามว่า ทำไมต้อง 99%วะ ? ทำไมไม่ไปให้สุดที่ 100%?
ผมบอกเลยเรื่องนี้ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ “ผลลัพธ์” ครับ แต่อยู่ที่ “ต้นทุน”
ในทางเศรษฐศาสตร์ มีกฎข้อหนึ่งที่ชื่อว่า Law of Diminishing Returns อธิบายง่ายๆ คือ ในช่วงแรกของการทำงาน เราใส่แรงไปนิดเดียว ผลงานจะพุ่งขึ้นมาเป็นรูปร่างอย่างรวดเร็ว
แต่จุดที่อันตรายที่สุดคือ ช่วงรอยต่อจาก 99% ไปสู่ 100%
ลองคิดตามดูนะครับ
- เราเขียนรายงานเสร็จแล้ว 99% (เนื้อหาครบถ้วน ถูกต้อง อ่านรู้เรื่อง)
- แต่เราใช้เวลาอีก 3 ชั่วโมง ในการนั่งเลือกว่าจะใช้ฟอนต์หัวข้อแบบไหนดี หรือจัดย่อหน้าให้เป๊ะในระดับมิลลิเมตร เพื่อให้มันเป็น 100%
คำถามคือ 1% ที่เพิ่มขึ้นมา มีใครมองเห็นไหม? มันสร้างผลกระทบต่อชีวิตเราหรือธุรกิจเราอย่างมีนัยสำคัญจริงหรือเปล่า? หรือจริงๆ แล้วมันเป็นแค่การสนอง Ego ของเราเองเฉยๆ
ผมคิดว่าเรา เรามักจะ “จ่าย” เวลาและพลังงานมหาศาล เพื่อแลกกับส่วนต่างที่น้อยนิดจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น
บางทีการยอมลดมาตรฐานลงมาเหลือ 99% (หรือแม้แต่ 80% ในบางเรื่อง) ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคน มักง่าย แต่มันแปลว่าเราเป็นคนบริหารจัดการทรัพยากรเป็น (แต่อย่าใช้เป็นข้ออ้างของการทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ เด็ดนาดนะครับ 555+)
เพราะเวลาคือทรัพยากรเดียวที่ใช้แล้วหมดไป เราไม่ควรเทเวลามหาศาลลงไปในหลุมดำแห่งความสมบูรณ์แบบเพื่อแลกกับ 1% ที่อาจจะว่างเปล่า แต่ควรเอาเวลานั้นไปสร้าง 90% ในเรื่องอื่นๆ ของชีวิต เช่น สุขภาพ ครอบครัว หรือความสุขทางใจ
วันนี้ลองถามตัวเองดูครับว่า มีเรื่องไหนบ้างที่เรากำลังวิ่งไล่ล่า 1% สุดท้ายอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย?
ผมอยากให้ลองวางมันลงครับ แค่ 99% ก็เจ๋งเเจ๋วมากแล้วสำหรับความเป็นมนุษย์

Leave a Reply