ทำไมการคิดใหม่ ถึงสำคัญกว่าความฉลาด

ทำไมการคิดใหม่ ถึงสำคัญกว่าความฉลาด

ผมว่าทุกๆคนน่าจะเคยเป็น ในสมัยเรียน เวลาทำข้อสอบแล้วลังเลระหว่างข้อ ก. กับ ข. สุดท้ายเลือก ก. ไปแล้ว แต่อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่า ข. น่าจะถูกมากกว่า แต่สุดท้ายเราก็ไม่กล้าแก้ เพราะกลัวว่า “สัญชาตญาณแรก” มักจะแม่นที่สุด

แต่ๆๆ… สถิติบอกว่าคนที่กล้า “เปลี่ยนคำตอบ” มักจะได้คะแนนดีกว่า!

นี่คือจุดเริ่มต้นของหนังสือ Think Again ของ Adam Grant ที่บอกเราว่า ในโลกที่หมุนไวแบบนี้ ทักษะที่โคตรสำคัญไม่ใช่แค่การเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่คือการ “กล้าละทิ้งสิ่งที่เคยรู้มา” และ “คิดใหม่” ตลอดเวลา เพราะถ้าเราขี้เกียจทางความคิดและยึดติดกับความสบายใจเดิมๆ เรานั่นแหละที่จะเป็นคนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง


1. ถอดหมวก 3 ใบเดิมทิ้ง แล้วสวมวิญญาณ “นักวิทยาศาสตร์”

เวลาเราคุยกับคนอื่นหรือตัดสินใจเรื่องธุรกิจ เรามักจะเผลอสวมบทบาท 3 อาชีพนี้โดยไม่รู้ตัว:

  • นักเทศน์ : มุ่งแต่จะพ่นความเชื่อตัวเอง เพื่อให้คนอื่นยอมรับ
  • อัยการ : จ้องจับผิดคนอื่น เพื่อให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูก
  • นักการเมือง : พูดในสิ่งที่คนอยากฟัง เพื่อให้ได้แรงสนับสนุน

ทางออกคือ: เราต้องสวมบทเป็น “นักวิทยาศาสตร์” มองว่าความเห็นของเราเป็นแค่ “สมมติฐาน” ไม่ใช่ “ความจริงสมบูรณ์” หน้าที่ของเราคือการออกไปหาหลักฐานใหม่ๆ มาพิสูจน์ว่าเราคิดผิดตรงไหนบ้าง ยิ่งเจอว่าตัวเองผิดเร็วเท่าไหร่ เรายิ่งเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเท่านั้น


2. ระวัง “สันเขาแห่งความโง่เขลา” และสนุกกับการเป็นคนผิด

หลายคนพอเริ่มรู้เรื่องอะไรนิดหน่อย ก็จะเกิดอาการมั่นใจเกินเหตุ จนปีนขึ้นไปอยู่บน “สันเขาแห่งความโง่เขลา” (Mount Stupid) ที่นั่นเราจะตาบอด มองไม่เห็นจุดอ่อนตัวเอง

ที่มา : theengineeringmanager.com

สิ่งที่เราต้องมีคือ “ความถ่อมตัวอย่างมั่นใจ” มันคือความเชื่อว่า “เรามีความสามารถพอที่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ” แต่ในขณะเดียวกันก็ต้อง “ถ่อมตัวพอที่จะรู้ว่า วิธีการที่เราใช้อยู่อาจจะผิดก็ได้”

เคล็ดลับคือ แยก “ตัวตน” ออกจาก “ความคิดเห็น” อย่าคิดว่า “ถ้าไอเดียธุรกิจฉันห่วย แปลว่าฉันห่วย” แต่ให้ยึดถือที่ “คุณค่า” เช่น “ฉันคือคนที่พร้อมจะเรียนรู้และแก้ปัญหา” เมื่อเราทำแบบนี้ได้ เราจะเริ่มตื่นเต้นเวลาที่รู้ว่าตัวเองคิดผิด เพราะนั่นคือจังหวะที่เราได้ “อัปเกรด” ตัวเองแล้ว


3. สร้าง Challenge Network

ทีมที่เก่งไม่ได้แปลว่าต้องคุยกันหวานเจี๊ยบตลอดเวลา แต่ต้องมี “ความขัดแย้งเรื่องงาน” ที่เข้มข้น เราต้องมีคนรอบตัวที่กล้าด่า กล้าค้าน และชี้ให้เห็นจุดบอดที่เรามองไม่เห็น (ซึ่งต่างจาก Support Network ที่คอยแต่จะให้กำลังใจ)

สำหรับ SME ที่ทรัพยากรจำกัด เราไม่มีเงินมากถึงขนาดไปเผาทิ้งกับความเชื่อผิดๆ นานๆ ดังนั้นการมี Challenge Network จะช่วยเซฟเงินและเวลาให้นายได้มหาศาล


4. การหาจุดร่วมกับความคิดคนอื่น

เวลาจะโน้มน้าวใคร อย่าปาเหตุผลใส่หน้าเขาเหมือน “สงคราม” เพราะยิ่งกดดัน คนยิ่งต่อต้าน ให้คิดว่ามันคือหาจุดร่วม ที่เห็นตรงกันก่อน

  • อย่าใช้เหตุผลเยอะเกินไป ให้เลือกแค่เหตุผลที่แข็งแรงที่สุด 1-2 ข้อพอ
  • ใช้การตั้งคำถามเพื่อให้เขาค้นพบเหตุผลในการเปลี่ยนใจด้วยตัวเอง เพราะไม่มีใครชอบถูกบังคับให้คิดใหม่

ในการทำงาน ผมว่าเราควร เลิกใช้คำว่า “Best Practices” ได้แล้ว เพราะมันฟังดูเหมือนเราเจอทางที่ดีที่สุดจนไม่ต้องคิดต่อแล้ว แต่ให้สร้าง “ความปลอดภัยทางจิตวิทยา” ที่ทีมของเรากล้าที่จะค้านและกล้าลองผิดลองถูก

สรุปสั้นๆ การ “คิดใหม่” ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนโลเลหรือไม่มีจุดยืน แต่มันคือการยอมรับความจริงว่าโลกเปลี่ยนไปทุกวัน และเราฉลาดพอที่จะไม่ปล่อยให้ “ตัวตนในอดีต” มาขัง “ศักยภาพในอนาคต” ของเราเอาไว้ สำหรับคนทำธุรกิจหรือใครก็ตามที่กำลังลังเล ลองถอดอีโก้ทิ้งแล้วสวมวิญญาณนักวิทยาศาสตร์ดูสักครั้ง เพราะในวันที่เรากล้ายอมรับว่า “เราไม่รู้” นั่นแหละคือวันที่ประตูแห่งการเรียนรู้และการเติบโตที่แท้จริงเริ่มเปิดออกครับ!

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *