วันนี้ผมมีเรื่องที่อยากหยิบยกมาพูด ซึ่งมาจาก ดร.สันติธาร เสถียรไทย เขียนไว้ในหนังสือ Future You

ถ้าถามว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิตการทำงาน หลายคนอาจตอบว่า “เวลา” แต่ผมว่าคำตอบที่ใกล้ความจริงกว่านั้นคือ พลังงาน
เพราะหลายครั้งที่เราทำสิ่งต่างๆ ไม่สำเร็จ ไม่ใช่เพราะเวลาไม่พอ แต่เป็นเพราะ พลังงานเราไม่พอ
ลองคิดดูนะครับ ในโลกที่ทุกอย่างเร่งขึ้น ทั้งงาน ความคาดหวัง และความรับผิดชอบ ถ้าพลังงานเราเปรียบเหมือนแบตเตอรี่ คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่ว่า “เรามีเวลาเหลือเท่าไหร่” แต่คือ “แบตเตอรี่เราเหลืออยู่แค่ไหน”
อาการของ “แบตเตอรี่เสื่อม” ที่พักแล้วก็ยังไม่หาย
อาการนี้ไม่ใช่แค่เหนื่อยกาย นอนดีๆ ก็ไม่หาย ไปเที่ยวก็ยังไม่ฟื้น กลับมาทำงานได้ไม่กี่วันก็หมดอีก
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ หลายคนเป็นอยู่โดยไม่รู้ตัว เพราะยังทำงานได้ตามปกติ ยังประชุมได้ ตอบไลน์ได้ ส่งงานทันกำหนด งานรูทีนก็ยังดำเนินไป แต่ที่จริงแล้วเราแค่ ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ เท่านั้น
สิ่งที่ขาดหายไปคือ ความสามารถในการคิดงานใหญ่ ตัดสินใจเรื่องยากๆ งานสร้างสรรค์เริ่มฝืด และบางทีก็หลีกเลี่ยงสิ่งที่เคยถนัดโดยไม่รู้ตัว
ถ้าไม่แน่ใจ ลองถาม 2 คำถามนี้กับตัวเองดูครับ
- ตอนตื่นเช้า อยากลุกหรืออยากหนี?
- ครั้งสุดท้ายที่อินกับงานจนลืมเวลาคือเมื่อไหร่?
4 สาเหตุที่ทำให้แบตรั่ว
ความหมดไฟมักไม่ได้เกิดจากปริมาณงาน แต่เกิดจาก การใช้พลังงานผิดประเภท เหมือนเอาแบตเตอรี่ที่ออกแบบมาเพื่ออีกอย่างหนึ่งมาใช้งานผิดประเภทนั่นแหละครับ
- งานที่ไม่ใช่ — เมื่อสิ่งที่ทำไม่ตรงกับสิ่งที่ให้คุณค่า ความหมดไฟหลายครั้งไม่ได้เกิดจากงานหลัก แต่เกิดจากการใช้พลังงานไปกับงานที่ไม่เชื่อมกับสิ่งที่เราให้คุณค่า เราอาจยังทำงานได้ดี แต่ลึกๆ รู้สึกว่า “นี่ไม่ใช่สิ่งที่อยากใช้ชีวิตทำจริงๆ” ผมสรุปแบบนี้ครับ งานเติมไฟ ไม่จำเป็นต้องเบา งานหมดไฟ ก็ไม่จำเป็นต้องหนัก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่างานนั้นมีความหมายต่อเราหรือเปล่า
- บทบาทผิดตัว — เมื่องานยังใช่ แต่แพชชั่นหาย อันนี้เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ทำให้แบตรั่ว คืองานมันยังใช่แหละ แต่บทบาทที่ต้องทำมันไม่ใช่ ยังเชื่อในเป้าหมายขององค์กร แต่หมดแรงกับสิ่งที่ต้องทำในทุกวัน ตัวอย่างที่เห็นได้บ่อยๆ เช่น คนที่ถนัดลงมือสร้าง กลับต้องกลายมาเป็นผู้บริหารคน หรือบางคนชอบคิดภาพใหญ่และกำหนดทิศทาง แต่ต้องจมอยู่กับรายละเอียดจุกจิกทั้งวัน
- ระบบทำให้ตัน — บางทีก็ไม่ใช่งาน ไม่ใช่คน แต่คือ ระบบที่ดูดพลัง ไม่ว่าจะเป็นการประชุมวนลูป ขั้นตอนอนุมัติหลายชั้น KPI ที่ขัดกันเอง ไอเดียดีๆ ที่ชนกำแพงเดิมทุกครั้ง หรือผู้นำที่ไม่ฟัง พอเจอแบบนี้ไปนานๆ ร่างกายและจิตใจจะเริ่มเข้าสู่โหมด “ทำเท่าที่อยู่รอดก็พอ” โดยอัตโนมัติ
- ความสัมพันธ์ที่ทำให้พลังงานรั่ว — มนุษย์บางคนชาร์จพลังให้เรา บางคนดูดพลังเรา บางคนทำให้เราเป็นตัวเอง บางคนทำให้เราต้องใส่เกราะตั้งแต่เช้าจรดเย็น ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นเป็นคนไม่ดีนะครับ บางทีเขาก็แบตเสื่อมเองเหมือนกัน และเอาความ toxic ของตัวเองมาลงที่เรา
ผ่านมาทั้ง 4 ข้อ ผมว่าบางทีเราก็เลือกไม่ได้ที่จะไม่เจอกับสิ่งเหล่านี้ บางคนอาจเจอครบทั้ง 4 ข้อก็ได้ (555+)
แล้วจะบริหารแบตเตอรี่ยังไงในวันที่โลกดูดพลังเร็วกว่าเดิม?
ต้องบอกก่อนว่า การบริหารพลังงานไม่ใช่สูตรสำเร็จ แต่คือการรู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่เพื่อตามใจตัวเอง แต่เพื่อรู้วิธีดูแลตัวเองให้เหมาะสม
ดร.สันติธารให้ไว้ 4 วิธีครับ
- วัดแบตเตอรี่ตัวเองเป็นช่วงๆ
ถามตัวเองว่า “ช่วงนี้แบตเตอรี่เราอยู่ที่เท่าไหร่” และก่อนรับงานหรือภาระใดๆ ให้ถามว่า สิ่งนี้ เติมพลัง หรือ ดูดพลัง - ทำงานที่ใช่อย่างน้อย 20–30% ของเวลา
เราไม่ต้องรักทุกงาน เพราะส่วนใหญ่เราก็เลือกไม่ได้อยู่แล้ว แต่พยายามบริหารเวลาให้มีส่วนที่ทำแล้วรู้สึกว่า “นี่แหละคือเรา” อยู่บ้าง - เลือกคนให้ถูก
เพราะบางคนคือสถานีชาร์จ แต่บางคนก็คือรูรั่วของแบตเตอรี่ - สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ตัวเอง
ในโลกที่เราต้องสวมหมวกหลายใบ เราต้องมีพื้นที่เล็กๆ ที่ไม่ต้องเป็นใครเลยนอกจากตัวเอง จะวิ่ง นั่งสมาธิ เขียนบันทึก ดื่มกาแฟ หรือคุยกับคนที่คุยแล้วสบายใจ ก็ได้ทั้งนั้น เพื่อให้แบตฟื้นได้วันละนิดก็ยังดี
▎ “เมื่อเรารู้วิธีเติมพลังให้กับตัวเอง เราก็จะเริ่มมีเวลาให้กับทุกอย่างที่สำคัญจริงๆ”
สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครบริหารเวลาได้ดีขึ้น ถ้าแบตเตอรี่แทบไม่เหลือ บางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตารางงาน แต่อยู่ที่ แหล่งพลังงานที่เราเลือกจะดูแลหรือเปล่า

Leave a Reply