ตั้งหลักใหม่ เลิกหลงทางในตลาดหุ้น (EP.1)

จัดระเบียบความคิดลงทุน-ep1

ผมมีโอกาสได้คุยกับพี่ที่ทำงานที่เป็นนักลงทุนเวอร์ชันตั้งไข่แบบเดียวกันกับผม ซึ่งผมว่าปัญหาเราตรงกันอย่างนึงคือเรามักจะหลงทาง สาเหตุหลักๆ เลยคือเราไม่มีหลักยึดที่ชัดเจน เวลาเข้าตลาดก็เลยมั่วไปเรื่อย

พอกลับมานั่งอ่านหนังสือ The Jitta Way (วิถีจิตตะ) เพื่อหาแก่นจริงๆ ผมเลยสรุปออกมาเป็น 5 +1 หลักคิด เพื่อเอาไว้เตือนสติไม่ให้หลงทางอีก และเอาไว้เป็นโจทย์ตั้งต้นที่เราจะมาช่วยกันทำระบบช่วยตัดสินใจลงทุนด้วยกันครับ


1. เลิกดูแค่ “ราคาหุ้น” บนกระดานว่าถูกหรือแพง

เรื่องแรกที่คนเจ๊งกันเยอะสุดคือไปหลงกับภาพลวงตาของราคาหุ้น คือเราดูแค่ตัวเลขราคาบนกระดานอย่างเดียวไม่ได้เลยว่าตัวไหนถูกหรือแพง สมมติเจอหุ้น A ราคา 94 เหรียญ กับหุ้น B ราคา 10 เหรียญ เราจะเหมาว่า B ถูกกว่าและน่าซื้อกว่าไม่ได้ เพราะธุรกิจและโครงสร้างการเงินมันคนละเรื่องกันเลย สิ่งที่ต้องดูจริงๆ คือคุณภาพธุรกิจ และ “มูลค่าที่แท้จริง” ของมันต่างหาก

  • ถ้าหุ้น A ธุรกิจโคตรดี และมูลค่าที่แท้จริงของมันเกิน 94 เหรียญ แปลว่าราคา 94 เหรียญเนี่ยคือ “ถูก” ซื้อแล้วถือรอให้ราคาวิ่งไปหามูลค่าจริงได้
  • แต่ถ้าหุ้น B ธุรกิจกำลังแย่ ของขายไม่ออก พลิกจากกำไรเป็นขาดทุนและใกล้เจ๊ง ต่อให้ราคาแค่ 10 เหรียญก็โคตรเสี่ยง เพราะสุดท้ายถ้าปิดกิจการ ราคามันจะกลายเป็น 0 ทันที

2. ยึดหลักเดียวพอ: ลงทุนในธุรกิจที่ยอดเยี่ยม ในราคาที่เหมาะสม

ที่ผ่านมามือใหม่อย่างเราพลาดเพราะไม่มีหลักการที่ดีพอ พอไปดูแนวทางของระดับโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ จริงๆ แกมีหลักคิดที่ง่ายแต่เวิร์กที่สุดเลยคือ “Buy a wonderful company at a fair price” (ลงทุนในธุรกิจที่ยอดเยี่ยมในราคาที่เหมาะสม) หลักการมันมีแค่นี้เลย: หาบริษัทที่ดี ที่ทำกำไรโตขึ้นได้เรื่อยๆ ทุกปี เพราะพอเมื่อไหร่ที่กำไรบริษัทโต ราคาหุ้นมันจะวิ่งขึ้นตามเอง ถ้าเราซื้อได้ในราคาที่ไม่แพงเว่อร์ ถือยาวๆ เราจะได้ทั้งส่วนต่างราคาหุ้นที่พุ่งขึ้น และได้เงินปันผลกินไปเรื่อยๆ ทุกปี

3. เช็กลิสต์ 5 ข้อ: แบบไหนคือ “ธุรกิจที่ยอดเยี่ยม”?

  1. แบรนด์แข็ง (Strong Brand): ของดีกว่าคู่แข่ง แบรนด์ติดตลาด ขึ้นราคาได้โดยไม่โดนคุม
  2. ยิ่งใหญ่ยิ่งได้เปรียบ (Economies of Scale): พอขยายธุรกิจใหญ่ขึ้น ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งถูกลง คู่แข่งหน้าใหม่เข้ามาสู้ยาก
  3. เงินสดหมุนไว (Cash Business): เก็บเงินสดได้เร็ว ลูกค้าเยอะ เอาเงินสดไปขยายกิจการต่อหรือปันผลให้เราได้เรื่อยๆ
  4. การเงินปึ้ก (Strong Financial Status): งบแข็งแกร่ง เวลาเศรษฐกิจพังก็ยังเอาตัวรอดได้สบาย
  5. ผู้บริหารเก่งและแฟร์ (Great Management Team): บริหารเก่ง และตัดสินใจโดยมองผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นหลัก

4. แล้วแค่ไหนถึงเรียกว่า “ราคาที่เหมาะสม”?

วิธีคิดง่ายมาก คือ ถ้าเราต้องควักเงินซื้อทั้งบริษัท ราคาที่เหมาะสมคือราคาที่กระแสเงินสดของบริษัทจะช่วยให้เรา “คืนทุนได้ทั้งหมดภายใน 10 ปี” ทำไมต้อง 10 ปี? เพราะบัฟเฟตต์ย้ำเลยว่า ทุกครั้งที่ลงทุน เราต้องมั่นใจว่าจะได้ผลตอบแทนอย่างน้อย 10% ต่อปี ถึงจะสร้างความมั่งคั่งระยะยาวได้ คิดง่ายๆ ว่าถ้าไปซื้อพันธบัตรระยะยาว นอนกระดิกเท้าก็ได้ชัวร์ๆ แล้วประมาณ 4% ต่อปี การมาลุยตลาดหุ้นเองมันเสี่ยงกว่าตั้งเยอะ ถ้าลงทุนหุ้นแล้วทำไม่ได้เกิน 10% ต่อปี เอาเงินไปซื้อพันธบัตรดีกว่า ไม่ต้องเหนื่อย

5. ซื้อหุ้นดีแล้วถือยาว มันเหมือนซื้ออสังหาฯ ใจกลางเมือง

อยากให้มองภาพการซื้อหุ้นที่ยอดเยี่ยมเหมือนเราซื้อที่ดินหรือตึกทำเลทองใจกลางเมือง พอทำเลมันดี ปล่อยเช่าก็มีแต่คนแย่งกันเช่า แถมเราขึ้นค่าเช่าได้ทุกปี เวลาผ่านไปราคาที่ดินก็แพงขึ้น ค่าเช่าก็เก็บได้มากขึ้น หุ้นดีๆ ก็เหมือนกันเลย ราคาหุ้นจะค่อยๆ ขึ้นตามกำไรที่โต และปันผลก็จะจ่ายเพิ่มให้เราทุกปี

ในหนังสือเขายกตัวอย่างของจริงที่เห็นภาพชัดมาก:

  • Fastenal (FAST): หุ้นขายวัสดุก่อสร้างในอเมริกาที่ขยายสาขาจากไม่กี่ร้อยเป็น 2,600 กว่าสาขาใน 25 ปี รายได้กับกำไรโตตลอด ถ้าเราลงเงินไปแค่ $9,000 ตอนปี 1987 แล้วนั่งทับมือตัวเองไว้เฉยๆ 25 ปี โดยไม่ซื้อๆ ขายๆ เลย เงินก้อนนั้นจะโตเป็น $4,478,400 (โตขึ้น 49,660% หรือทบต้นปีละ 28.2%) แถมระหว่างทางได้ปันผลรวมอีก $388,000 คือแค่ปันผลไม่กี่ปีก็คืนทุนเงินต้นไปไกลแล้ว ที่เหลือคือกำไรล้วนๆ
  • Sherwin-Williams (SHW): หุ้นขายสีที่ยอดขายและกำไรโตต่อเนื่อง จ่ายปันผลเพิ่มทุกปีจาก $0.01 (ปี 1979) ขึ้นมาเป็น $1.56 (ปี 2012) ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นยาวๆ ตามปันผลเลย

เพราะฉะนั้น พอเราเจอของดีในราคาที่เหมาะสมแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ “ถือให้ยาวที่สุด” ให้เงินมันทำงานหนักแทนเราไปเลย ไม่ต้องไปซื้อๆ ขายๆ วุ่นวาย

6. ทำไมหลักการง่ายแค่นี้ แต่คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้?

ฟังดูเหมือนง่ายนะ แค่หาหุ้นดี ซื้อตอนราคาเหมาะสม แล้วถือรอปันผล แต่เวลาลงสนามจริง คนพังกันเยอะมากเพราะติด “3 ไม่” นี้

  1. ไม่รู้ว่าบริษัทไหนดีจริง: เพราะอ่านงบการเงิน 3 ตัว (งบกำไรขาดทุน, งบดุล, งบกระแสเงินสด) ไม่เป็น เลยแยกไม่ออกว่าธุรกิจไหนดีหรือแย่
  2. ไม่รู้ว่าราคาเหมาะสมคือเท่าไหร่: ต่อให้เจอหุ้นดี แต่คำนวณมูลค่าไม่เป็น ก็ไปไล่ซื้อตอนแพงเกินไปจนติดดอย ขาดทุนอยู่ดี ซึ่งการประเมินมูลค่ามันต้องใช้ความรู้และประสบการณ์สูงมาก คนทั่วไปที่ไม่ได้จบสายการเงินมาทำเองได้ยาก
  3. ไม่รู้ว่าธุรกิจกำลังเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลง: คนส่วนใหญ่ซื้อแล้วไม่ค่อยตามอ่านงบหรือข่าวสาร ทั้งที่โลกธุรกิจเปลี่ยนตลอดเวลา บริษัทที่เคยเป็นเบอร์ 1 ในอดีตอาจจะพังก็ได้เมื่อเจอคู่แข่งใหม่ อย่างเคส BlackBerry ที่เคยครองตลาดสมาร์ทโฟนโลก แต่พอลูกค้าหนีไปใช้ Apple กับ Samsung ก็แทบจะขายไม่ได้อีกเลย

พูดง่ายๆ คือ นอกจากต้องอ่านงบขาดและคำนวณราคาเป็นแล้ว เรายังต้องมีเวลาคอยเฝ้าติดตามผลงานบริษัทไปเรื่อยๆ ด้วย ซึ่งคนทำงานประจำทั่วไปไม่มีเวลามานั่งทำขนาดนั้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผมต้อวการมีระบบอะไรสักอย่างมาช่วยเรื่องนี้


เดี๋ยวทิ้งท้ายไว้นิดนึงครับ สำหรับ EP. ถัดไป ผมจะชวนมาเจาะลึกและขยายความกันต่อว่าไอ้คำว่า “ธุรกิจที่ยอดเยี่ยม” ที่เรารู้หลักการกันไปแล้วในข้อ 3 ว่ามันต้องมี 5 ข้อเนี่ย เวลาดูของจริงในตลาด เราจะ “ดูยังไง” จะจับสังเกตตรงไหน

รอติดตามนะครับ เดี๋ยวมาลุยกันต่ออออ

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *