ถ้าไม่มีที่ให้โพสต์ เรายังอยากทำอยู่ไหม?

would-you-still-do-it-without-social-media

ถ้าไม่มี Social Media ให้โพสต์ลงเลย เรายังจะทำสิ่งนั้นอยู่ไหม?

ผมว่าคำถามนี้น่าสนใจดีครับ อ่านผ่าน ๆ เหมือนตอบง่าย แต่พอลองเอาไปถามกับเรื่องที่เราอยากทำจริง ๆ ก็เริ่มลังเลเหมือนกัน

อย่างเวลาอยากไปเที่ยวสักที่ เราอาจอยากไปเห็นด้วยตาตัวเอง อยากพัก อยากกินของอร่อย แล้วก็อยากได้รูปสวย ๆ กลับมาลงด้วย ทุกอย่างรวมอยู่ในทริปเดียวกันจนไม่เคยต้องแยกว่าเราอยากได้อะไรมากกว่ากัน

แต่ถ้าทริปนั้นไม่มีใครรู้เลยว่าเราไป เรายังจะเลือกที่เดิมไหม หรือจริง ๆ อยากไปอีกที่มากกว่า เพียงแต่มันไม่มีอะไรน่าเอามาโพสต์เท่าไร

ผมไม่ได้มองว่าการอยากมีรูปลงเป็นเรื่องผิดนะครับ ไปเที่ยวแล้วอยากแบ่งปันก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่คำถามนี้ทำให้ได้ลองคิดว่า การมีคนอื่นรับรู้นั้นมีส่วนกับสิ่งที่เราเลือกมากแค่ไหน

เพราะบางทีเราอาจยังอยากทำสิ่งเดิมอยู่ แค่ถ้าไม่ต้องสนใจว่าจะเอาอะไรกลับมาโพสต์ เราอาจเลือกทำมันอีกแบบ


  1. เราชอบสิ่งนั้น หรือชอบภาพของตัวเองตอนทำสิ่งนั้น?

สองอย่างนี้อยู่ด้วยกันได้ และบางทีก็แยกยากมาก เราชอบอ่านหนังสือจริง ๆ แต่ก็ชอบเวลาคนอื่นมองว่าเป็นคนอ่านหนังสือ ชอบออกกำลังกาย และชอบที่คนเห็นว่าเราดูแลตัวเอง ไปเที่ยวแล้วสนุก แต่ก็อยากมีรูปให้รู้ว่าครั้งหนึ่งเคยไปมาแล้ว ผมไม่ได้คิดว่าความรู้สึกพวกนี้ผิดครับ ใคร ๆ ก็อยากถูกมองในแบบที่ตัวเองชอบบ้าง ที่น่าคิดคือ ถ้าวันหนึ่งเราเริ่มเลือกทำสิ่งที่ดูดีเวลาโพสต์ มากกว่าสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริง ๆ เราจะรู้ตัวไหม

สมมติว่ามีร้านอาหารสองร้าน ร้านหนึ่งเราอยากกินมาก อีกร้านอาหารไม่ได้ถูกปากเท่าไร แต่ถ่ายรูปสวยกว่า ถ้าเราเลือกร้านหลังเพราะอยากได้รูป ก็แค่ยอมรับว่าเที่ยวนี้เราให้ความสำคัญกับรูปมากกว่ารสชาติ มันไม่ได้เป็นปัญหาขนาดนั้นครับ แต่ถ้าเลือกแบบนี้ซ้ำ ๆ ทั้งที่กลับมาแล้วไม่ค่อยมีความสุข ก็น่าถามว่าเรากำลังใช้ชีวิตให้ใครพอใจอยู่กันเเน่

  1. บางอย่างยังอยากทำ แต่ไม่จำเป็นต้องทำแบบเดิม

คำถามนี้ไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยคำตอบว่า “ทำ” หรือ “ไม่ทำ” อย่างเดียว บางทีเรายังอยากไปเที่ยวเหมือนเดิม แต่ไม่ต้องแวะทุกจุดที่คนอื่นเช็กอิน ยังอยากอ่านหนังสือ แต่เลือกเล่มที่สนใจจริง ๆ โดยไม่ต้องสนใจว่าเอามาวางบนโต๊ะแล้วดูดีไหม หรือยังอยากวิ่ง แต่วันนี้ไม่อยากจับเวลา ไม่อยากทำสถิติ แค่ออกไปวิ่งให้หัวโล่งก็พอ ผมว่าส่วนนี้น่าสนใจ เพราะพอเอาการโพสต์ออก เราอาจพบว่าตัวกิจกรรมยังเป็นสิ่งที่ชอบอยู่ แต่รายละเอียดบางอย่างที่เพิ่มเข้ามา เราไม่ได้ต้องการมันเท่าไร

  1. อยากแบ่งปันก็ไม่เห็นเป็นไร

ผมไม่อยากให้คำถามนี้กลายเป็นข้อสอบวัดความจริงใจ ว่าใครทำอะไรแล้วไม่โพสต์คือของจริง ส่วนคนโพสต์คือทำเอาหน้า เพราะบางอย่างสนุกขึ้นจากการได้แบ่งปันจริง ๆ อ่านหนังสือแล้วได้คุยกับคนที่คิดต่าง ไปเที่ยวแล้วส่งรูปให้เพื่อนดู หรือเขียนเรื่องที่ตัวเองกำลังเรียนรู้ แล้วมีคนมาช่วยทักจุดที่เรายังเข้าใจผิด การมีคนรับรู้ก็มีคุณค่าในตัวมันเอง คนทำงานสร้างสรรค์ คนขายของ หรือคนเขียนบทความ ก็ต้องการคนดูคนอ่านอยู่แล้ว จะให้ทำเหมือนไม่สนใจใครเลยก็คงไม่ตรงกับความจริง

สิ่งที่ผมอยากแยกคือ เราอยากแบ่งปันเพราะมีอะไรที่อยากเล่า หรือกำลังพยายามหาอะไรทำเพื่อให้มีเรื่องมาโพสต์ ถ้ากำลังสนุกกับการถ่ายภาพ ทำคอนเทนต์ หรือเล่าเรื่อง ก็ทำไปเลยครับ นั่นก็เป็นสิ่งที่เราชอบเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องอ้างว่าไปเพื่อพักผ่อนอย่างเดียว แค่รู้ว่าตัวเองกำลังเลือกอะไร ก็ช่วยให้ไม่ต้องมาหลอกตัวเอง

  1. ลองมีบางเรื่องที่ทำแล้วไม่ต้องรายงานใคร

ผมว่าเราไม่จำเป็นต้องเลิกโพสต์ หรือหายไปจาก Social Media เพื่อทดลองเรื่องนี้ ลองเลือกกิจกรรมเล็ก ๆ สักอย่างที่ทำแล้วไม่ลงก็ได้ กินข้าวอร่อยสักมื้อ เดินเล่น ออกกำลังกาย หรืออ่านอะไรที่สนใจ แล้วปล่อยให้มันจบอยู่ตรงนั้น ระหว่างทำ สังเกตว่าตัวเองยังสนุกไหม มีจังหวะไหนที่คิดถึงการถ่ายรูปหรือคิดคำโพสต์ขึ้นมา แล้วถ้าไม่ได้ลง รู้สึกเสียดายอะไร เสียดายที่ไม่ได้เก็บความทรงจำ ก็ถ่ายเก็บไว้ได้ครับ ไม่จำเป็นต้องลบทิ้ง เสียดายที่ไม่มีคนรู้ว่าเราทำอะไรดี ๆ อยู่ อันนี้ก็น่าค่อย ๆ ดูต่อว่าทำไมการรับรู้ของคนอื่นถึงสำคัญกับเราในเรื่องนั้น ไม่ต้องรีบแก้ทุกความรู้สึก แค่เห็นมันให้ชัดก่อน สำหรับผม คำถามนี้น่าเก็บไว้ใช้ก่อนตัดสินใจบางเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องจ่ายทั้งเงินและเวลาเยอะ ๆ ถ้าไม่มีที่ให้โพสต์ เรายังอยากทำอยู่ไหม?
แล้วเราจะเลือกทำมันต่างจากเดิมหรือเปล่า?

คำตอบอาจยังเป็น “อยากทำ และอยากโพสต์ด้วย” ก็ได้ครับ แต่ถ้าพอไม่มีคนดูแล้ว ความอยากหายไปเกือบหมด อย่างน้อยเราก็ควรรู้ก่อนจ่ายเงินว่า สิ่งที่กำลังอยากได้นั้นคืออะไรกันแน่


ผมว่าคำถามนี้ควรเก็บไว้ถามตัวเองบ้าง โดยเฉพาะก่อนจะเสียเงินหรือเวลาไปกับอะไรสักอย่าง ถ้าไม่มีใครรู้ว่าเราทำ เรายังอยากทำอยู่ไหม? ไม่ต้องตอบให้ดูดีครับ อยากทำเพราะอยากมีเรื่องมาเล่าก็ยอมรับได้ แต่ถ้าลองคิดแล้วพบว่าตัวเองไม่ได้อยากขนาดนั้น ก็เปลี่ยนใจได้เหมือนกัน เราไม่จำเป็นต้องมีเรื่องน่าโพสต์จากทุกวัน ขอให้วันนั้นได้ทำอะไรที่ตัวเองพอใจบ้าง แม้ไม่ได้เอาไปเล่าให้ใครฟังก็คงพอครับ

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *