ในการทำงาน ผมว่าเราหลายๆ คนคงหนีไม่พ้นว่าจะต้องทำงานร่วมกันกับคนอื่นๆ แล้วไอ้การทำงานร่วมกับคนนี่แหละ เอาจริงๆ มันแยกย่อยได้หลายมุมมองเลย
แต่สำหรับวันนี้ ผมอยากชวนมองในมุมที่เราคือ “ฟันเฟืองตรงกลาง”เป็นคนที่ต้อง(แบก)รับทฤษฎี นโยบาย หรือแนวคิดสวยหรูจากผู้บริหาร แล้วต้องทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” ส่งต่อไปยังคนทำงานที่ปฏิบัติอยู่หน้างานจริง ว่าจะมีวิธียังไงให้เราเป็นฟันเฟืองที่มีประสิทธิภาพ หมุนขับเคลื่อนงานได้ โดยที่คนอื่นๆ ยินดีให้ความร่วมมือกับเรา
ถึงตรงนี้ ผมว่าหลายคนคงมีสารพัดไอเดียผุดขึ้นมาในหัว หรืออาจจะไม่มีเลยเพราะส่วนใหญ่ก็ “ด้นสด” แก้ปัญหาไปตามสถานการณ์หน้างาน (5555+) แต่สำหรับผม โมเดลที่ผมคิดว่าง่าย แล้วใช้ได้ผลดีมากๆ เลยก็คือ “Fogg Behavior Model” ของ Dr. BJ Fogg
สมการตั้งต้นคือ B = MAP (แต่ถ้ามันยังไม่พอ ผมมี Option เสริมตัว “R” แถมให้ด้วยครับ)

1. เริ่มที่สมการหลัก: B = MAP
ผมว่าถ้าเราที่เป็นคนตรงกลาง เข้าใจ 3 ตัวแปรนี้ ความร่วมมือจากคนอื่นๆ ก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยากครับ เดี๋ยวมาดูกันทีละตัวเลย
1.1 M – Motivation (สร้างแรงจูงใจ: ทำไมเขาต้องทำ?)
หลายครั้งที่เราส่งต่องานแล้วมันแป้ก เพราะเราส่งไปแต่ “คำสั่ง” (What) แต่ลืมส่ง “เหตุผล” (Why) ไปด้วย คนหน้างานมักจะมีแรงต้านว่า “ทำไปทำไม? (555+) งานเดิมก็ล้นมืออยู่แล้ว”
ในฐานะตัวเชื่อม หน้าที่ของเราคือการ แปล นโยบาย ให้กลายเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับเขาครับ
- High Motivation: ถ้านโยบายนั้นมันยาก เราต้องบิ้วท์ให้เห็นว่าทำแล้วชีวิตเขาจะดีขึ้นยังไง หรือทำแล้วองค์กรรอด เขาก็รอดไปด้วยกัน
- Pain Point: ฟังให้เยอะว่าเขาติดขัดอะไร การที่เราเข้าใจความลำบากของเขา คือการสร้าง Motivation ทางใจที่ดีที่สุดครับ
1.2 A – Ability (ความสามารถ/ความง่าย: ทำยากไหม?)
นี่คือจุดตายของนโยบายส่วนใหญ่ครับ! ผู้บริหารสั่งมาแบบอุดมคติ แต่คนทำจริงทำไม่ได้ เพราะมัน “ยากเกินไป”
ถ้าดูจากกราฟของ Fogg จะเห็นชัดเลยครับว่า ถ้าความยากสูง (Low Ability) ต่อให้มีแรงจูงใจแค่ไหน คนก็มักจะไม่ทำ (ตก Action Line) หน้าที่ของเราที่เป็นฟันเฟืองตรงกลาง คือการทำให้มัน “ง่ายที่สุด” เท่าที่จะทำได้ครับ
- Simplify: ย่อยขั้นตอนให้ซับซ้อนน้อยลงได้ไหม?
- Tools: เราเตรียมแบบฟอร์ม เตรียมไฟล์ หรือเตรียมเครื่องมือช่วยเขาหรือยัง?
- Clear Brief: สั่งงานให้ชัด ไม่กำกวม เพราะความงงคือความยากชนิดหนึ่ง
จำไว้ว่า: ยิ่งเราทำให้งานง่ายเท่าไหร่ เรายิ่งต้องใช้แรงจูงใจน้อยลงเท่านั้น (ดูที่กราฟฝั่งขวาล่างครับ แรงจูงใจต่ำก็ทำสำเร็จได้ถ้าง่ายพอ)
1.3 P – Prompt (สัญญาณกระตุ้น: จังหวะต้องได้)
มีแรงจูงใจแล้ว (M) งานก็ไม่ได้ยากเกินไปแล้ว (A) แต่ทำไมงานยังไม่เดิน? คำตอบคือขาด Prompt หรือสัญญาณเริ่มครับ
ในฐานะคนประสานงาน Prompt ของเราต้องชัดเจนและถูกจังหวะ
- Timing: ไม่ใช่ไปสั่งงานตอนเขายุ่งสุดขีด (Prompt Fail แน่นอน)
- Call to Action: ต้องระบุชัดเจนว่า “ใคร ทำอะไร ส่งเมื่อไหร่” ไม่ใช่แค่โยนไฟล์ไปในไลน์กลุ่มแล้วเงียบ
- Reminder: การติดตามงานแบบนุ่มนวล ก็คือ Prompt ชนิดหนึ่งที่ช่วยเตือนสติครับ
2.ถ้า MAP เอาไม่อยู่? ต้องเติมตัว “R” (Reward)
โลกแห่งความจริงมันโหดร้ายครับ บางครั้งงานมันก็ยากมหาโหด (Low Ability) หรือโคตรน่าเบื่อ (Low Motivation) เเล้วต่อให้เราใช้จะสูตร MAP บิ้วท์แค่ไหน เขาก็อาจจะส่ายหน้า
กรณีนี้ ในฐานะคนตรงกลาง เราต้องงัดไม้ตาย Option R หรือ Reward (รางวัล) ใส่เพิ่มเข้าไปในสมการครับ
2.1 R – Reward (รางวัลล่อใจ)
เมื่อ “ใจ” (Motivation) ปกติมันไม่พอ เราต้องใช้ “ของรางวัล” มาช่วยขับเคลื่อน ซึ่งตรงนี้เปิดกว้างเลยครับว่าจะเป็น รางวัลที่จับต้องได้ , รางวัลทางโอกาส และรางวัลทางความรู้สึก เเล้วแต่สถาการณ์ได้เลยครับ
3.สรุป
การเป็นฟันเฟืองที่คนอื่นให้ความร่วมมือ ไม่ใช่การใช้อำนาจสั่งการครับ แต่คือการบริหารส่วนผสมเหล่านี้:
- ใช้สูตรหลัก MAP: จูงใจให้เห็นภาพ (M) + ทำให้งานง่ายที่สุด (A) + สะกิดให้ถูกจังหวะ (P)
- ใช้สูตรเสริม +R: เมื่องานมันตึงมือจริงๆ ให้เติมรางวัล (Reward) เข้าไปเพื่อลดแรงเสียดทาน
ลองเลิกด้นสด แล้วพกสมการ B = MAP (+R) นี้ติดตัวไว้ใช้นะครับ จากคนตรงกลางที่น่าสงสาร เราจะกลายเป็น “Hub” ของความสำเร็จที่ใครๆ ก็อยากร่วมงานด้วยไปพร้อมๆกันครับ

Leave a Reply